กับยอดฝีมือสามคนนั้นได้ แต่เมื่อข้ารู้ว่าบ้านเมืองกำลังตกอยู่ในอันตราย ข้ายอมเอาเลือดเนื้อเข้าแลก ไม่เหมือนคนบางคนที่ขี้ขลาดตาขาว!”
เมื่อเขาพูดจบก็เดินไปข้างหน้า
เมื่อเจ้ากรมอาญาหลินเป็นผู้เริ่ม เหล่าขุนนางภักดีต่างพากันลุกขึ้น แม้รู้ว่าตนเองไม่อาจต่อกรกับศัตรูได้ แต่หากยอมแพ้ในเวลาเช่นนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับคนขี้ขลาดตาขาวที่เอาแต่มองดูบ้านเมืองล่มสลาย!
ยอมตายเพื่อปกป้องบ้านเมือง นี่เป็นหน้าที่ของพวกเขา!
“เจ้าพวกโง่” หลิวอวิ๋นเซียวอดด่าออกไปไม่ได้
เมื่อเห็นผู้เฒ่าฉินต่อสู้ต่อไปไม่ไหวหลังจาดถูกศัตรูอัดพลังฝ่ามือเข้า หลิวอวิ๋นเซียวรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นขุนนางอีกคนพุ่งเข้าไปแล้วโดนฟันกลับมาหนึ่งแผล หลิวอวิ๋นเซียวก็อดหัวเราะชอบใจไม่อยู่
เขาไม่เคยรู้สึกสะใจแบบนี้มาก่อน!
แต่ในเวลานั้นเอง เสียงดังโครมที่มาจากพลังรุนแรงซึ่งทำให้ประตูตำหนักที่เดิมปิดอยู่ครึ่งหนึ่งล้มพับลงบนพื้น ทำฝุ่นคลุ้งไปทั่ว
แต่ในขณะที่พลังวิเศษนั้นยังไม่จางหายไป และทุกคนยังไม่ทันระวังตัว เสียงแควกดังขั้น พลังทะลุเข้าไปที่ไหล่ของผู้มีฌานระดับหลิงอู่คนหนึ่ง