้กองทัพเลือดเหล็กที่อยู่ภายในวังมีเหลืออยู่กี่คน” นัยน์ตาเฟิงหรูชิงแข็งขึง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
ถังจือตอบตามความจริง “เพื่อไม่ให้ทุกคนหละหลวมกันเกินไป หม่อมฉันส่งคนไปทำภารกิจบ้างในบางครั้ง ตอนนี้ที่เหลืออยู่ในวังมีประมาณสี่สิบคน”
“เช่นนั้นสี่สิบคนนี้ความสามารถเป็นเช่นไร?” เฟิงหรูชิงถามต่อ
ได้ยินดังนั้นมุมปากของถังจือก็ยกยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “คนในทัพเลือดเหล็ก พลังกำลังความสามารถล้วนแตะระดับอู่เจินทั้งสิ้น กระหม่อมกับหลิงอวิ้นอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับอู่เจินแล้ว”
ในแคว้นหลิวอวิ๋นมีเพียงสองคนเท่านั้นที่อยู่ในระดับหลิงอู่
คนหนึ่งคือฮ่องเต้แห่งแคว้านหลิวอวิ๋นฝ่าบาทเฟิงเทียนอวี้ ส่วนอีกคนก็คือแม่ทัพเฒ่าน่าหลานที่เพิ่งสำเร็จระดับหลิงอู่ได้ไม่นาน
แต่ข่าวเรื่องแม่ทัพเฒ่าน่าหลานสำเร็จระดับหลิงอู่ไม่ได้ถูกแพร่ออกไป มีเพียงเฟิงเทียนอวี้กับคนทั้งสามตระกูลเท่านั้นที่รู้ ดังนั้นถังจือในฐานะผู้มีพลังระดับเจินอู่ก็สมควรแล้วที่จะภาคภูมิใจ
อีกอย่าง พวกเขาทัพเลือดเหล็กไม่ว่าคนไหนก็ล้วนอยู่ในระดับเจินอู่ สำหรับแคว้นอื่นแล้วนี่คือกำลังรบที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถทำให้นานาแคว้นต้องอกสั่นขวัญหาย
แม้น่าหลานฮองเฮาจะจากไปนานหลายปีแล้วก็ยังไม่มีใครกล้ารุกรานแคว้นหลิวอวิ๋น
“ดีมาก!” เฟิงหรูชิงยกยิ้มเย็น “ถังจือ พวกเจ้าทุกคนหยิบอาวุธแล้วไปท้องพระโรงกับข้า!”
“…”
ถังจือตกตะลึงตาค้าง ให้พวกนางนำอาวุธไปท้องพระ