ชั่วพริบตาที่เจียงฉางเซิงสบตากับเจ้าลัทธิคุนหลุน หัวใจของเขาพลันสั่นสะท้าน เขารู้สึกเหมือนถูกมองจนทะลุปรุโปร่ง ดวงตาคู่นั้นของเจ้าลัทธิคุนหลุนขุ่นมัวไร้ประกาย ตรงกันข้ามกับบรรยากาศรอบตัวเขา พวกมันดูราวกับแอ่งน้ำนิ่งตายสองแอ่ง
ผู้บำเพ็ญเซียนที่อยู่ด้านหน้าเอี้ยวศีรษะหันมามองตาม ผู้บำเพ็ญเซียนนับพันนับหมื่นหันมาพร้อมกัน ภาพเช่นนี้ช่างชวนขวัญผวายิ่งนัก
เมื่อเทพธิดาเซียวเหอหันมามองทางเจียงฉางเซิงด้วย เขาก็แสร้งหันหน้าไปมองอีกทางแล้วทำเป็นไม่รู้เรื่อง ผู้บำเพ็ญเซียนรอบด้านต่างมองซ้ายมองขวา เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าลัทธิคุนหลุนกำลังมองผู้ใดอยู่
เจ้าลัทธิคุนหลุนรั้งสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว เขามองตรงไปด้านหน้าอีกครั้ง สายตาที่กวาดผ่านร่างเจียงฉางเซิงเหล่านั้นผละจากไปในทันที แม้ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายจะสงสัยใคร่รู้ว่าเมื่อครู่เจ้าลัทธิคุนหลุนมองผู้ใด แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยถาม
หลังจากนั้นก็มีผู้บำเพ็ญเซียนตั้งคำถามขึ้นมาอีก เจ้าลัทธิคุนหลุนเอ่ยตอบทีละข้อ เจียงฉางเซิงมองว่าคำตอบของเขาลวนคลุมเครือ เสแสร้งทำเหมือนลึกซึ้งหยั่งไม่ถึง แต่ความหมายจริงๆ ตีความออกหัวหรือออกก้อยก็ได้ ไม่ว่าคำตอบของคำถามข้อไหนก็ฟังดูลึกลับพิศวง
หากลองสรุปดูก็จะได้ความว่า ทุกสิ่งต้องอาศัยตัวผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายไปตามหาด้วยตนเอง
ในที่สุดเจ้าลัทธิคุนหลุนก็เริ่มเทศนาสั่งสอน ทว่าทันใดนั้นสายตาของเจียงฉางเซิงก็เริ่มพร่ามัว
“มรรคาค