ึงกับไทซังคุลหลุนผมยาวดุจหิมะขาวแต่ใบหน้ากลับไม่ได้แก่ชรา ท่วงท่าสง่างามภูมิฐาน ตรงระหว่างคิ้วมีแต้มสีครามหนึ่งแต้มนางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาสบตากับไทซังคุลหลุน
“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า เจ้าสามารถสังหารตูกูเตาและเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะได้หรือไม่?” สตรีผมขาวเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ไทซังคุลหลุนกล่าวว่า “ย่อมทำได้ เหตุที่โลกเทพยุทธ์บ่มเพาะข้าขึ้นมา ก็มิใช่เพราะให้ความสำคัญต่อพรสวรรค์ที่ข้าสามารถทำลายพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้หรอกหรือ?”
“สิ่งที่ข้าถามคือ ในสภาวการณ์จริง หากพวกเขาคิดหนี เจ้าสามารถสังหารพวกเขาทั้งหมดได้หรือไม่?”
เมื่อถูกสตรีผมขาวซักไซ้ ไทซังคุลหลุนจำต้องขมวดคิ้วและดำดิ่งอยู่ในความคิด
สตรีผมขาวเอ่ยต่อไปว่า “ยังสืบหาสายที่มรรคาจารย์ส่งมาได้ไม่ชัดเจน ห้ามบุ่มบ่ามลงมือโลกเทพยุทธ์ย่อมต้องเชื่อใจเจ้าเต็มที่ แต่เจ้ายังไม่ไปถึงขีดจำกัด แล้วเหตุใดจะต้องไปต่อสู้อย่างเบาปัญญากับศัตรูที่ยังไม่รู้จักแน่ชัดเล่าส่วนมรรคาจารย์นั้น โลกเทพยุทธ์จะให้ความสำคัญในระดับสูง ขอเพียงมรรคาจารย์ปรากฏตัวจะต้องถูกจับกุมโลกเทพยุทธ์ให้ความสำคัญต่อเจ้า จะให้โอกาสเจ้าลงมือแก้แค้นด้วยตนเอง”
ได้ยินคำพูดนี้ หัวคิวของไทซังคุลหลุนยิ่งขมวดแน่นขึ้นและรู้สึกขัดข้องใจยิ่งกว่าเดิม
เขาถามเสียงเย็นว่า “เช่นนั้นยามนี้โลกเทพยุทธ์คาดเดาเรื่องมรรคาจารย์ไว้เช่นใด แข็งแกร่งเพียงนี้ต้องไม่ใช่พวกธรรมดาเป็นแน่”
สตรีผมขาวถอนหายใจแล้วกล่าวว่