จมากขนาดนั้นเชียว
รองผู้กำกับยังไม่ทันเอ่ยอะไรก็มีเสียงไม่พอใจดังแว่วมา
“ใครเอะอะโวยวายเสียงดังกัน”
ชวีหลิงอวิ๋นที่เพิ่งเก็บของเสร็จยังคงอยู่ในสภาพสวมแว่นดำและสวมผ้าพันคอเหมือนก่อนหน้านี้ ปิดบังอำพรางตัวทั้งร่างไม่เห็นแม้แต่ลูกกะตาดำด้วยซ้ำ
เขาไม่ได้อารมณ์ดีเหมือนตอนเจอซือฝูชิงอีกต่อไป โบกมือเอ่ยอย่างหงุดหงิด “จบการแคสติ้งแล้วไม่ใช่เหรอ โวยวายอะไรกัน ไม่มีอะไรทำหรือไง รีบๆ แยกย้ายกันไปได้แล้ว”
พอพูดจบ ชวีหลิงอวิ๋นก็เดินจากไปทันที
เขาต้องรีบไปอีกที่หนึ่ง ฉะนั้นจะมามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่ไม่ได้
ต่อให้สวีรั่วถงมีปากงอกออกมาสองปากก็ไม่อาจรั้งฝีเท้าของเขาไว้ได้
“คุณสวี่จะพูดแบบนี้เลยก็ไม่ถูก” ผู้กำกับภาพเองเริ่มโมโหขึ้นมา พอมีชวีหลิงอวิ๋นคอยหนุนหลัง เขาก็พูดตอกหน้ากลับไป “อย่างแรกพวกเรายังไม่ได้เซ็นสัญญากัน อย่างที่สองนี่เป็นแค่การสัมภาษณ์รอบแรก การแคสติ้งอยู่ที่ความสมัครใจของคุณเอง
ต่อให้คุณผ่านการสัมภาษณ์รอบแรกก็ใช่ว่าจะผ่านรอบสอง ทำไมคุณถึงมั่นใจนักหนาว่าคุณจะถูกเลือกล่ะ”
เพราะหน้าบานกว่าคนอื่นหรือไง
“อีกอย่างใครเป็นคนเลือกและเลือกใครนั้น คุณแหยมเขาไม่ได้หรอก” ผู้กำกับภาพยิ้มเชิ