ท่ามกลางฟ้าดินอันมืดมิด ไกลออกไปมีพยัคฆ์ขาวตัวหนึ่งยาวราวหนึ่งจั้งเดินเข้ามา บนหลังมีแบกดาบสีแดงเลือด ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขา!
ผู้พิทักษ์สุสานรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
“พยัคฆ์ขาว ท่านกำลังจะทำอะไร?”
ในตอนนี้นางบาดเจ็บสาหัส หากต้องต่อสู้กับพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขา ย่อมมีโอกาสแพ้มากกว่าชนะอย่างแน่นอน
“ข้าจะส่งเจ้าไปครึ่งทาง”
พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขามองด้วยสายตาสงบนิ่ง
“เมื่อไปถึงเทือกเขาเฉียนเฟิง ข้าก็จะจากไป”
ผู้พิทักษ์สุสานรู้สึกแปลกใจอย่างมาก ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา นางและพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กันมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นเพราะเรื่องของเทือกเขาเฉียนเฟิง พวกนางถึงกับเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน แต่ตอนนี้พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขากลับบอกว่าจะส่งนางกลับไปยังเทือกเขาเฉียนเฟิง นี่เป็นความหวังดีหรือมีเจตนาอื่นแอบแฝงกันแน่ ในขณะที่ความคิดกำลังหมุนวน ผู้พิทักษ์สุสานถามว่า
“เหตุผลคืออะไร”
พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาตอบว่า
“เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีให้กับบุตรหลาน”
เพื่อไป๋เสวียนอีงั้นหรือ?
ผู้พิทักษ์สุสานครุ่นคิด
“สัมพันธ์อันดีที่เจ้าว่า คงมิได้หมายถึงการสร้างสัมพันธ์กับข้ากระมัง?”
พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“เมื่อมนุษย์ส่งสัญญาณ สังหารฟ้าดินย่อมพลิกผัน หลังจากได้ประจักษ์ในความสามารถของสหายลูเยี่ย ข้าก็ได้เปลี่ยนความคิดแล้ว ไม่คิดจะแตะต้องสุสานดาบที่เทือกเขาเฉียนเฟิงอีกต่อไป ข้