าดเดาความรู้สึกของเขา
ส่วนพานหลานอวินกล่าวอย่างใจเย็นว่า “ลูเยี่ยสามารถคุกคามชีวิตข้าได้แล้วเสด็จพ่อของเจ้าทำได้หรือไม่? ราชวงศ์เซียงทำได้หรือไม่?”
“ข้ายอมปฏิบัติต่อคนที่ต่างกันด้วยท่าทีที่ต่างกันข้ารู้ดีว่าการเจรจากับลูเยี่ยต้องใช้ความจริงใจเท่านั้นจึงจะช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตให้ตนเองได้!”
พานหลานอวินเงยหน้าขึ้นจ้องมองลูเยี่ย “เจ้าวางใจได้เพียงแค่เจ้ายอมปล่อยข้าไปข้าขอรับรองว่าเจ้าจะได้อยู่พร้อมหน้ากับผู้อาวุโสตระกูลลูอย่างแน่นอน!”
กล่าวจบนางก็พลิกฝ่ามือขึ้นปรากฏป้ายกระดูกที่ขัดเกลาจากกระดูกสัตว์ออกมา
“นี่คือของแทนกายของข้าเจ้านำมันไปที่เผาหมอผีปีศาจแห่งชายแดนเหนือก็จะสามารถช่วยผู้อาวุโสเหล่านั้นของตระกูลลูจากมือพวกของได้”
นางสะบัดมือโยนป้ายกระดูกให้ลูเยี่ย
ลูเยี่ยรับป้ายกระดูกมาพิจารณาดูครู่หนึ่งโดยไม่กล่าวสิ่งใดองค์ชายใหญ่เซียงฉางลวี่กล่าวอย่างร้อนรน “ลูเยี่ยนางปิศาจคนนี้กำลังล่อลวงจิตใจเจ้าอยู่!”
“นางเปรียบเสมือนมารในใจที่มักจะหาจุดอ่อนและปมด้อยที่ใหญ่ที่สุดของเจ้าเจอล่วงรู้ถึงบุคคลและสิ่งที่เจ้าให้ความสำคัญที่สุดแล้วใช้สิ่งนั้นเป็นเหยื่อล่อเพื่อปั่นหัวเจ้า!”
ลูเยี่ยไม่ได้สนใจคำทัดทานนั้น
เขามองพานหลานอวินแล้วกล่าวว่า “ข้าจะเชื่อใจเจ้าจริงๆได้อย่างไร?”
พานหลานอวินส่งป้ายหยกไร้อักษรสองแผ่นลอยไปให้ลูเยี่ยแล้วกล่าวว่า “นี่คือความจริงใจของข้าเพียงพอหรือไม่?”
ลูเยี่ยส่ายหน้า “ยังไม่พอ”