ราณอันวิจิตรตระการตาต่างพังครืนลงกลายเป็นซากปรักหักพัง
ไม่รู้ว่ามีคนเสียชีวิตไปกี่คนเสียงโหยหวนดังระงมไปถึงขั้นฟ้า
บนเทือกเขาพันมังกรอันกว้างใหญ่แสงสีเลือดโปรยปรายประหนึ่งห่าฝนดูราวกับเป็นนรกบนดินก็มีปาน
“น่าเสียดายที่ตัวข้าได้สิ้นชีวิตในสงครามแล้วพลังที่แสดงออกมาในตอนนี้ไม่ถึงหนึ่งส่วนสิบของตอนที่ยังมีชีวิตอยู่”
อวินเจินเที่ยนถอนหายใจยาว
นี่ไม่ใช่ความเศร้าสลดแต่เป็นความขุ่นเคืองใจที่ตนเองต้องใช้ถึงสามหมัดจึงจะสามารถทำลายค่ายกลได้
ลูเยี่ยรู้สึกขบขันในใจเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสอวินแค่วางท่าไม่สำเร็จจนทำให้รู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง
“พี่ชายถึงเวลาที่ต้องหยุดมือแล้ว”
ลูเยี่ยเอ่ยเตือนเขาทะนุถนอมรอยประทับของบรรพจารย์ในทะเลแห่งจิตสำนึกมากหากไม่จำเป็นอย่างยิ่งเขาจะไม่นำมาใช้เลย
แม้จะนำมาใช้เขาก็จะไม่ใช้จนหมดแต่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิแห่งเขาไป่เยี่ยนครั้งแรกที่เขาเชิญออกมาคือบรรพจารย์โมเฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป๋และจักรพรรดินีหลิงอวิ๋นได้ถูกเชิญให้มาช่วยเหลือหลายครั้งทุกครั้งลูเยี่ยจะควบคุมตัวเองอย่างมากเกรงว่ารอยประทับของบรรพจารย์เหล่านี้จะสลายไปในเรื่องนี้ลูเยี่ยตระหนี่และขี้เหนียวเป็นพิเศษจริงๆ
ทั้งหมดนี้เพราะว่าเขาให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป!
“เออเถิด… ตามใจเจ้า”
อวินเจินเที่ยนหันกายกลับมาก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าลูเยี่ยแล้วเจ้าคิดจะ