เสียงหัวเราะหนึ่งดังขึ้น ลมฟ้าแปรปรวน ห้วงมิติสั่นสะเทือน บุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่งที่มีเปลวเพลิงสีเงินห่อหุ้มกายพลันปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ
แววตาของบรรพชนเสวี่ยอวี่หดเล็กลง “ตาเฒ่าปา! เจ้าเองก็จะมาร่วมวงด้วยรึ?”
ชายอาภรณ์ดำผู้นั้น คือท่านบรรพชนปาเฟิงจากเผ่าปีศาจปาเสอ!
“พูดเหลวไหล หากไม่ร่วมวง ข้าจะมาที่นี่ทำไม?”
บรรพชนปาเฟิงกล่าว แล้วหันไปทางหน้าลู่เยี่ยยิ้มพลางประสานมือคารวะ “ผู้น้อยปาเฟิง คารวะท่านใต้เท้าลู่น้อย”
ท่านใต้เท้าลู่น้อย?
บรรพชนหลิงเจินรู้สึกเปลือกตากระตุก การเรียกขานที่เติมคำว่า ‘น้อย’ เข้าไปนั้น ความหมายดูไร้มารยาทอยู่มิใช่น้อย!
เมื่อคืนตนเองได้เตือนหลายครั้งแล้ว เหตุใดปาเฟิงเจ้าสารเลวผู้นี้ยังปากพล่อยเช่นนี้อีก?
ลู่เยี่ยชำเลืองมองบรรพชนปาเฟิงหนึ่งที “ได้ยินที่บรรพชนหลิงเจินบอกว่าท่านเป็นคนนิสัยพยศดื้อรั้น ปากไร้หูรูด ดูเหมือนชื่อเสียงจะไม่เกินจริง”
บรรพชนปาเฟิงยิ้มพลางกล่าว “ขอเพียงท่านใต้เท้าลู่น้อยไม่ถือสาก็พอ”
ลู่เยี่ยไม่ได้พูดอะไรต่อไปอีก
เขามองออกว่า ไม่ว่าจะเป็นข่งเซิงจากเผ่าปีศาจเจินโฮ่ว หรือว่าปาเฟิงจากเผ่าปีศาจปาเสอ ต่างก็แสดงความสุภาพต่อ ‘ใต้เท้าลู่’ เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น