ชายชุดคลุมหยกคนนั้นคิดว่าลู่เยี่ยไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าพักอาศัยในเรือนเมฆาเขียว
ชายในอาภรณ์สีเทาผมยุ่งเหยิงคนนั้นตรงไปมากกว่า เขากล่าวตรง ๆ ว่า ต้องการจะซ้อมลู่เยี่ย
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนรออยู่นานแล้ว
เหมิงฮาวกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“ศิษย์พี่ทั้งสอง ศิษย์น้องลู่เพิ่งเข้าสู่สำนักวันนี้ พวกท่าน…”
ชายชุดคลุมหยกเอ่ยตัดบท
“ไปให้พ้น! อย่าหาเรื่องใส่ตัว”
สีหน้าของเหมิงฮาวแปรเปลี่ยนไปชั่วครู่ แล้วกล่าวอย่างโกรธเคือง
“พูดจาดี ๆ ไม่ได้หรือ?”
ชายในอาภรณ์สีเทาที่นั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นชำเลืองมองเหมิงฮาวแวบหนึ่ง
“อยากโดนซ้อมหรือ?”
“ไม่อยาก!”
เหมิงฮาวรีบถอยหลังออกไปสิบจั้งอย่างฉับพลัน
เขาแบมือออกอย่างจนใจแล้วกล่าวว่า
“ศิษย์น้องลู่ ข้าก็อยากจะช่วยเจ้าแม้ต้องยอมเสียเลือดเนื้อ เพียงแต่น่าเสียดายที่พลังของข้าไม่อำนวยเอง”
ลู่เยี่ยชูนิ้วโป้งขึ้นแล้วกล่าวชื่นชม
“ศิษย์พี่เหมิงสามารถรุกและถอยได้ มีความยืดหยุ่นในหลักการ ข้าต้องเรียนรู้จากท่าน”
เหมิงฮาวตอบอย่างถ่อมตัวว่า
“เจ้าล้อข้าเล่นแล้ว”
ชายชุดคลุมหยกเอ่ยเสียงเย็นว่า
“ลู่เยี่ย อย่ามามัวแต่พูดเรื่องไร้สาระ ข้าถามเจ้า เจ้าจะยอมสละเรือนเมฆาเขียวหรือไม่!”
ชายในอาภรณ์สีเทาผมยุ่งเหยิงกล่าวว่า
“แม้จะยอมสละแล้วก็ยังต้องโดนซ้อม!”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“จะรีบร้อนไปไย อยากประลองกำลังกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
เขายื่นนิ้วออกมาสามนิ้ว
“สามวันต่อจากนี้ ใครที่