ืนนี้เจ้าจะถูกซ้อมเสียอีก ไม่คิดเลยว่า…”
ในคำพูดนั้น ก็เผยให้เห็นความผิดหวังเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ
ลู่เยี่ยตบไหล่เหมิงฮาวแรง ๆ ทีหนึ่ง
‘ข้าพอจะดูออกแล้ว ศิษย์พี่เหมิงคงอยากเห็นข้าขายหน้าใช่หรือไม่?’
เหมิงฮาวกัดฟันกรอดพลางกล่าว
“ข้าก็แค่คิดเฉย ๆ เท่านั้นเอง ความเคารพที่ข้ามีต่อศิษย์น้องลู่นั้นเป็นของจริงใจ”
ลู่เยี่ยหัวเราะเสียงดัง
สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ช่างดีจริงๆ ทุกคนล้วนเป็นคนมากความสามารถ!
ลู่เยี่ยพบว่าตนเองเริ่มรู้สึกชอบที่นี่แล้ว
“ศิษย์น้องลู่ ข้าต้องกลับแล้ว เจารีบพักผอนเถิด”
เหมิงฮาวตั้งใจจะจากไปแล้ว
“ทำแบบนี้ไม่ได้นะ ข้ากับศิษย์พี่เหมิงเพิ่งเจอกันก็รู้สึกถูกชะตา ต้องแสดงความรู้สึกกันบ้าง!”
ลู่เยี่ยดึงแขนของเหมิงฮาวอย่างสนิทสนม
“ไปเถิด เข้าไปดื่มสุราที่เรือนเมฆาเขียวของข้า แล้วถือโอกาสคุยกันเรื่องสถานการณ์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเราด้วย”
เหมิงฮาวบ่นงึมงำในใจว่า ถูกชะตาอะไรกัน ดื่มสุราอะไรกัน ‘ถือโอกาสคุยกันเรื่องสถานการณ์’ ที่เจ้าพูดถึงนั่นแหละคือจุดสำคัญชัด ๆ!
เขาทําสีหน้าลำบากใจพลางปฏิเสธว่า
“ยามดึกสงัดเช่นนี้ ชายฉกรรจสองคนอยู่ด้วยกัน หากมีคนเห็นเข้า จะไม่รู้ว่าจะมีข่าวลืออะไรแพร่ออกไปอีก หรือไม่…”
“ไม่ให้เกียรติรึ?”
ลู่เยี่ยไม่พอใจ
เหมิงฮาวพูดไม่ออก อึกอักไม่สามารถเอ่ยคำใดได้
“เช่นนั้นก็ถือว่าท่านตกลงแล้ว”
ลู่เยี่ยไม่สนใจการปฏิเสธของเหมิงฮาว แล้ว ‘เชิญ’ เขาเข้าไปในเร