่องราวแล้ว ข้าขอถามว่าหากข้าสามารถเอาชนะคนผู้นั้นได้ จะได้เป็นศิษย์หลักหรือไม่?”
“ได้”
เวินซิวเจวี๋ยพยักหน้า แต่ลังเลกล่าวว่า
“เพียงแต่ว่า หากเจ้า…”
ลู่เยี่ยยิ้มและขัดจังหวะ
“ข้าหวังว่าเขาจะสามารถเอาชนะข้าในขอบเขตตำหนักวิญญาณได้จริงๆ!”
“ดี! ลู่เยี่ย ขอเพียงเจ้าสามารถเอาชนะเขาได้ หากผู้ใดไม่ยอมรับที่เจ้าจะเป็นศิษย์หลัก ข้าจะเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย”
ชายในอาภรณ์สีทองนั้นเอ่ยปากอีกครั้ง ตามด้วยผู้คนที่เป็นกังวลเรื่องชื่อเสียงสำนักต่างพากันเห็นด้วย
ราวกับอยากให้ลู่เยี่ยลงมือยิ่งนัก ถ้าเขาชนะได้ ก็จะแก้ปัญหาใหญ่หลวงของสำนักได้ แพ้แล้ว…… ก็นับว่าปกติ เพราะคนอื่นก็แพ้มาแล้ว!
อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน อีกทั้งยังได้ทดสอบดูว่าลู่เยี่ยมีความสามารถแท้จริงมากแค่ไหน และเขาสมควรได้เป็นศิษย์หลักหรือไม่
เวินซิวเจวี๋ยและบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้นเห็นเช่นนี้จึงไม่ทัดทานอีก พวกเขายอมรับเรื่องนี้
เมื่อเห็นทุกสิ่งทั้งหมดอยู่ในสายตา อวิ๋นเป่ยเฉินก็มีประโยคหนึ่งผุดขึ้นในห้วงความคิด
เมื่อเวลามาถึง โลกและสวรรค์ก็ร่วมมือกัน! สมควรแล้วที่น้องชายลู่จะแสดงความสามารถครั้งใหญ่ เจิดจรัสอย่างไร้คู่แข่ง!
แต่หากว่าแพ้… เขาได้แสดงความเจิดจรัสในการทดสอบมาก่อนหน้านี้เพียงใด หลังจากนี้ก็จะต้องอับอายเพียงนั้น
น้องชายลู่ของเขาจะทำได้หรือไม่?