ร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง!”
เชี่ยงฉางจิ้งหัวเราะเยาะ “ข้ามีแค่คำพูดเดียว วันนี้ถ้าเจ้าไม่เปิดดินแดนลับของบรรพบุรุษตระกูลลู ทั้งเจ้าและพี่ชายของเจ้าลูเชียวต้องตายทั้งคู่!”
ในยามนี้ เชี่ยงฉางจิ้งไม่ปิดบังอีกต่อไป ท่าทีของเขาทั้งเผด็จการและก้าวร้าว
ขันทีเผยที่อยู่ด้านข้างกล่าว “ลูเยี่ย ตอนนี้ฉินอู๋ซางก็ช่วยตัวเองแทบไม่ไหวแล้ว ย่อมไมอาจช่วยเจ้าได้แน่นอน”
ลูเยี่ยรู้สึกใจสั่นสะท้าน ท่านอาหลินก็เกิดเรื่องขึ้นแล้วหรือ
ขันทีเผยเหลือบมองไปทางเซียหลิงชิว “ส่วนนาง…ก็ช่วยเจ้าไม่ได้เช่นกัน”
สุดท้าย ขันทีเผยจึงหันไปมองที่ลูเยี่ย “หากเจ้าไม่ให้ความร่วมมือ ไม่เพียงแค่เจ้าและพี่ใหญ่ของเจ้าเท่านั้น ตระกูลลูจะต้องล่มสลายไม่เหลือแม้แต่ต้นหญ้าสักต้น”
กล่าวจบ เขายังยิ้มอย่างอ่อนช้อยพลางเตือนอย่างเชื่องช้า “ผู้รู้กาลเทศะย่อมเป็นวีรบุรุษ ถึงเวลาที่เจ้าต้องตัดสินใจแล้ว”
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ลูเยี่ย
ยามราตรีเหมือนสายน้ำ บรรยากาศหน้าศาลบรรพชนของตระกูลลูยิ่งทวีความกดดันหนักขึ้น
“ข้าต้องการพบพี่ใหญ่ของข้าก่อน”
ดวงตาและคิ้วของลูเยี่ยคมราวกับกระบี่ ไม่แสดงความโศกเศร้าหรือดีใจแต่อย่างใด
องค์ชายสามเชี่ยงฉางจิ้งเอ่ย “เถาปิง พาลูเชียวมาที่นี่”
“ขอรับ!”
มีเสียงดังมาจากห้องด้านข้างหนึ่งใกล้กับศาลบรรพชน ประตูห้องเปิดออก ชายสวมอาภรณ์สีเงินคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม และลากชายคนหนึ่งออกมา
นั่นก็คือลูเชียว
แต่ทว่าลูเชียวในยามน