่ได้ดูแลลูเชียวให้ดี…”
เซียหลิงชิวส่งเสียงกระแสจิตด้วยความละอายใจ
ลูเยี่ยส่งเสียงกระแสจิตตัดบทว่า “ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านไม่จำต้องตำหนิตนเอง! ขอท่านวางใจเรื่องต่อจากนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!”
เซียหลิงชิวเม้มริมฝีปากอันแดงระเรื่อแล้วกล่าวว่า “ข้ามีเพียงประโยคเดียว หากจำเป็น ข้าจะสู้สุดชีวิต!”
“ลูเยี่ย เจ้าช่างโอหังเกินไปจริง ๆ!”
บนเก้าอี้หุ้มหนังสือ องค์ชายสามเชี่ยงฉางจิ้งพลันโยนถ้วยชาในมือลงพื้นอย่างแรง
เพล้ง!
ถ้วยชาแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
เชี่ยงฉางจิ้งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชี้นิ้วไปที่ลูเยี่ยพลางกล่าวเสียงเย็นชา “ข้าปฏิบัติต่อพวกเจ้าตระกูลลูไม่เลวนักกระมัง แต่เจ้ากลับปฏิบัติต่อข้าเช่นไร?”
วาจาดุดัน ใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ลูเยี่ยกล่าวอย่างสงบนิ่ง “องค์ชายสามหมายความว่าอย่างไรหรือ?”
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้ายังเสแสร้งไม่เข้าใจอีกหรือ?”
เชี่ยงฉางจิ้งหัวเราะ “ดี! ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะพูดให้ชัดเจน ตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษนั้นมันเปิดประตูใหญ่ของศาลบรรพชนตระกูลลูของพวกเจ้าไม่ได้เลย!”
เชี่ยงฉางจิ้งโยนตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษของตระกูลลูลงตรงหน้าลูเยี่ย
ลูเยี่ยค่อย ๆ เก็บตราประทับทองแดงขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อน แล้วกล่าวเสียงเบา “องค์ชายสามไม่ได้บอกหรือว่าเสด็จมาเพื่อปกป้องที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูของข้า แล้วเหตุใดจึงกระทำเช่นนี้”
“อย่ามาเสแส