างมาก ลูเยี่ยจึงตอบแทนน้ำใจกลับตามธรรมชาติ
หลังจากออกจากตระกูลฉี ประมุขตระกูลฉีฉีชิงอวินพลันรู้สึกสะท้อนใจว่า “หากว่าตระกูลฉีของข้ามีคนหนุ่มอย่างลูเยี่ย ข้าคงยอมสละตำแหน่งให้คนที่มีความสามารถไปนานแล้ว!”
สุดท้าย ลูเยี่ยได้เดินทางไปยังที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูเพื่อเข้าพบท่านพ่อตาในอนาคต ฉินอูซาง
“เรื่องของหลิวจินเจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย หญิงสาวผู้นั้นหลงตัวเองเกินไป แม้แต่ข้ายังรู้สึกรำคาญ จึงได้ไล่นางออกไปเสีย”
ฉินอูซางกล่าวว่า “นอกจากนี้ มีบางเรื่องที่ข้าควรบอกเจ้าล่วงหน้าไว้ ตระกูลที่อยู่เบื้องหลังมารดาของชิงหลีมาจากดินแดนหลิงชาง ถูกเรียกว่า ‘ตระกูลอวินแห่งเวยซาน’ เป็นตระกูลใหญ่ชั้นสูงที่มีรากฐานเก่าแก่ในดินแดนหลิงชาง อีกไม่กี่วัน ตระกูลอวินแห่งเวยซานจะส่งทูตมาเพื่อปรึกษาเรื่องการพาชิงหลีไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชาง ในเรื่องนี้ ข้าไม่อาจขัดขวางได้ เจ้าต้องเข้าใจไว้ด้วย”
หลังจากฟังจบ ลูเยี่ยไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะตอนอยู่ที่เขาไปเยียนหลิวจินเคยพูดถึงเรื่องนี้มาแล้ว เพียงแต่จดจำชื่อ ‘ตระกูลอวินแห่งเวยซาน’ ไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ
“นี่เป็นจดหมายที่ชิงหลีฝากมาให้เจ้า” ฉินอูซางยิ้มพลางทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลูเยี่ยก่อนงานล่าสัตว์โดยส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ลูเยี่ย
“ข้าจะกลับไปอ่านที่จวน” ลูเยี่ยเก็บจดหมายไว้ “ท่านอา ครั้งนี้ข้ามาเพราะเรื่องอื่น” ทันใดนั้น ลูเยี่ยก็เล่าความคิดเห็นของท่านอาลู่ซิงอี้เกี่