มีชีวิตรอดออกไปได้!”
ดวงตาของเวยซุนสงบนิ่ง แสงสีม่วงพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขาราวกับมังกรอสรพิษพันกันอยู่ ทำให้เขาดูมีท่วงท่าองอาจสง่างามราวกับเทพเจ้า
ลูเยี่ยรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
พลังจิตเทวะของเขาเปรียบเสมือนกระจกแห่งการหยั่งรู้ สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าร่างกาย จิตใจ และพลังของเวยซุนนั้นสมบูรณ์ไร้ที่ติ แม้ดูเหมือนเขายืนอยู่เฉย ๆ แต่กลับเหมือนสายธนูที่ถูกดึงจนตึงพร้อมที่จะยิงออกไปได้ทุกเมื่อ
สภาวะเช่นนี้ถ้าไม่ลงมือก็แล้วไป แต่หากลงมือแล้วต้องเป็นการโจมตีเต็มกำลังที่รุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด
ร่างกายดุจสายธนูที่ถูกดึงจนตึง วิญญาณเปี่ยมด้วยความเข้มข้น!
ในขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปด สามารถหลอมรวมพลังชีวิต จิตวิญญาณ และพลังจิตให้ถึงระดับนี้ได้ นับได้ว่าเป็นหนึ่งในหมื่นคน หาได้ยากยิ่ง
จากสิ่งนี้เห็นได้ว่าในฐานะอัจฉริยะบนทำเนียบตำหนักวิญญาณ เวยซุนไม่ได้มีชื่อเสียงลือเลื่องที่ว่างเปล่า
“เช่นนั้นก็เริ่มกันเถอะ”
ลูเยี่ยแทบจะอดกลั้นเจตนาสังหารที่เดือดพล่านอยู่ในใจไว้ไม่อยู่แล้ว
“ประเดียวก่อน”
เวยซุนกล่าวว่า “เจ้าเป็นผู้ฝึกดาบหรือผู้ฝึกกระบี่? เมื่อเป็นการประลองที่ยุติธรรม ตราบใดที่ไม่ใช้ไพ่ตาย ข้าไม่รังเกียจที่จะให้โอกาสเจ้าได้ใช้อาวุธ”
เขาสังเกตเห็นว่าลูเยี่ยเหน็บดาบยาวที่เอวและสะพายกระบี่ยาวที่หลัง
ลูเยี่ยยกมือถอดดาบและกระบี่ออกแล้วโยนไปด้านข้าง
จากนั้นจึงกล่าวว่า “สู้จนกว่าจะตาย”
บนท้