ล้มลงนั่งกับพื้น
“เจ้ายังกล้าลงมือกับข้างั้นหรือ?”
แม่นางปี่ซิ่วรู้สึกไม่อยากเชื่อ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือนายกองอาภรณ์สีเขียวแห่งกรมโหรหลวง…”
เพียะ!
แส้เส้นที่สองฟาดลงมาที่ใบหน้าของนาง ทำให้ริมฝีปากแตก ฟันหลุด ผมยาวรุงรังสยายไปทั่ว ช่างน่าสังเวชจนแทบไม่อาจมองได้
ลู่เยี่ยยิ้มแล้วเดินเข้าไปใกล้ ก้มตัวลงจ้องมองอีกฝ่าย แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “รู้หรือไม่ ในสายตาข้านั้น กฎหมายแห่งต้าเฉียนหรือกรมโหรหลวงก็ช่าง ล้วนไม่สำคัญ”
“เช่นเดียวกัน ราชาอสรพิษหางแดงจะสร้างความดีความชอบ ชดใช้ความผิด หรือมีเจตนาอื่น ก็ไม่สำคัญ”
สีหน้าของลู่เยี่ยเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา “สิ่งที่สำคัญคือ ราชาอสรพิษหางแดงต้องการสังหารข้า เจ้าก็อยากสังหารข้า ข้าคงไม่อาจนั่งรอความตายได้ใช่หรือไม่?”
เมื่อเผชิญกับดวงตาลึกล้ำเย็นเยียบของลู่เยี่ย แม่นางปี่ซิ่วรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง ราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง
หัวใจเกิดความหวาดกลัวที่ยากจะบรรยาย
นางไม่อาจทนต่อไปได้อีก จึงร้องขอด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านปล่อยข้าไปเถิด ข้าสัญญาว่า…”
ลู่เยี่ยส่ายหน้าพลางขัดขึ้นมาว่า “หากวันนี้ข้าถูกจับกุม เจ้าจะปล่อยข้าไปหรือไม่?”
แม่นางปี่ซิ่วใบหน้าซีดขาว ทันใดนั้นก็ร้องเสียงแหลมว่า “เมื่อพ้นยามจื่อสามเค่อไป ผู้คนจากกรมโหรหลวงจะมาถึงเกาะซิงจั๋วแล้ว”
ลู่เยี่ยชะงัก “หมายความว่าอย่างไร?”
แม่นางปี่ซิ่วกล่าวว่า “งานเลี้ยงต้อนรับอนุภรรยาในวัน