ทันใดนั้น ฉินอู๋ซางนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงกล่าวว่า “เรื่องที่ลู่เยี่ยฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็ควรแจ้งให้ชิงหลีได้รับรู้เสียที”
เขาเรียกฉินเหวินเป้าบุตรชายคนโตของตนมา แล้วส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ จากนั้นก็สั่งว่า “เจ้าจงไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วยตนเองสักครั้ง นำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้น้องสาวของเจ้า”
ฉินเหวินเป้าถามด้วยความสงสัยว่า “แค่ส่งจดหมายเท่านั้น เหตุใดจึงต้องให้ข้าไปด้วยตนเองด้วยเล่า?”
“ข้าบอกให้เจ้าไปก็ไป พูดมากทำไมนักหนา!”
ฉินอู๋ซางตอบอย่างหงุดหงิด
“ขอรับ!”
ฉินเหวินเป้าถึงแม้ในใจจะยังสงสัยแต่เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงรีบหมุนตัวแล้วเดินจากไป
“ตอนนี้ท่านให้เหวินเป้าไปที่อื่นเพราะไม่ต้องการให้เขาเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งครั้งนี้ใช่หรือไม่?”
หลิวจิ่นกล่าวจากด้านข้าง
ฉินอู๋ซางค่อย ๆ นั่งตัวตรง ดวงตาของเขาลึกล้ำ จากนั้นกล่าวเสียงเบาว่า “ทั้งเจ้าและข้าต่างรู้ดีว่าความลับของที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่นั้นพิเศษยิ่งนัก ถูกจับตามองจากดวงตานับไม่ถ้วนมานานแล้ว”
“ข้ามีลางสังหรณ์ว่า เมื่อใดที่เจ้าหนุ่มลู่เยี่ยนั่นตัดสินใจเปิดดินแดนลับของบรรพบุรุษของตระกูลลู่ จะต้องเกิดพายุที่คาดเดาไม่ได้แน่!”