เสาประตูมีโคลงคู่เขียนไว้ว่า
‘เพียงแสงจันทร์หนึ่งริ้วลูบฟ้าคราม ส่องสว่างสรรพชีวิตโลกหล้าตราบนิรันดร์’
ด้านหลังของหอจันทราก็คือจวนบรรพบุรุษตระกูลลู่
“ลู่เยี่ย ท่านพ่อของข้ารออยู่นานแล้ว ตามข้ามาเถิด”
ลู่เยี่ยเพิ่งจะมาถึง ก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ของหอจันทรา
เขาสวมชุดรบสีดำ ใบหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว สะพายฝักกระบี่สีเลือดไว้ข้างหลัง สายตาที่มองมาที่ลู่เยี่ยเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
‘เป็นไปได้หรือไม่ว่าเมื่อคืนนี้มีคนลอบส่งข่าวว่า เขาจะมาหาฉินอู๋ซาง เพื่อสะสางบัญชี?’
แม้จะกำลังครุ่นคิด กระนั้นเขาก็รีบแสดงรอยยิ้มสดใสที่เจิดจ้าออกมา แล้วก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“พี่ใหญ่ สามปีที่ไม่ได้พบกัน บุคลิกท่านสง่างามขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก!”
ชายหนุ่มในชุดรบผู้นี้มีนามว่า ฉินเหวินเป้า เป็นบุตรชายคนโตของฉินอู๋ซาง ชายแท้ ๆ ของฉินชิงหลี และเป็นศิษย์เอกของสำนักกระบี่โจวเทียนแห่งต้าเฉียน
เมื่อหลายปีก่อน เขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นบุคคลที่โดดเด่นในหมู่คนรุ่นเยาว์ของต้าเฉียน เช่นนั้นแล้วลู่เยี่ยจึงไม่รู้สึกแปลกหน้ากับฉินเหวินเป้า
บุตรชายคนโตตระกูลฉินผู้นี้เป็นพี่ชายผู้คลั่งกา