ซูอวี่ยังคงยืนนิ่งตระหง่าน ชายเสื้อสีขาวพลิ้วไสวไปตามสายลม เขาปรายตามองความต่ำต้อยของหวังหลินด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“แกบอกว่าฉันลงมือกับพวกพ้อง? ใช้ตาตุ่มข้างไหนดูไม่ทราบ?”
หวังหลินแค่นเสียงเย้ยหยัน “หลี่เสียนจงโดนแกอัดจนลงไปคลุกฝุ่นแบบนั้น ทุกคนเขาก็เห็นกันเต็มสองตา ทำไม? หลักฐานคาตาขนาดนี้ แกยังหน้าด้านคิดจะแถอะไรอีก?”
ซูอวี่หลุบตามองร่างของหลี่เสียนจง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ “งั้นถ้าคนที่นอนกองอยู่บนพื้นตอนนี้เป็นฉัน แกจะยังเสือกพ่นคำพูดสุนัขๆ พวกนี้ออกมาอีกไหมล่ะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หวังหลินสวนกลับทันควันอย่างหน้าไม่อายที่สุดในสามโลก
ในเมื่อคนที่นอนอมฝุ่นอยู่ตอนนี้คือหลี่เสียนจง ไม่ใช่ซูอวี่ หวังหลินอยากจะดัดจริตปั้นน้ำเป็นตัวยังไงก็ย่อมได้อยู่แล้ว
ซูอวี่หลุดขำพรืดออกมากับความหนาของหนังหน้าหวังหลิน เขาหัวเราะเยาะ “หลี่เสียนจงเนี่ยนะ? หมาลอบกัดจ้องจะแว้งกัดชาวบ้านแบบมัน… นับเป็นพวกพ้องด้วยเหรอ?”
หางคิ้วของหวังหลินกระตุกกึก “พวกเราทุกคนล้วนมาจากค่ายอัจฉริยะมณฑลเจียงหนานด้วยกันทั้งนั้น จะไม่นับเป็นพวกพ้องได้ยังไง?”
ประกายแสงคมกริบวาบผ่านดวงตาของ