เวลาไหลผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย เยี่ยชิงจือโน้มน้าวจนสุดปัญญา แต่ก็มิอาจเกลี้ยกล่อมพวกหลูโจวได้
พวกหลูโจวบาดเจ็บหนักอยู่แล้ว ต้องมาฟังนางพูดไม่เลิกเสียทีก็เริ่มรำคาญจนทนไม่ไหวเช่นกัน
“เลิกเกลี้ยกล่อมได้แล้ว พวกข้าไม่มีทางยอมจำนนแน่!” หลูโจวเอ่ยเสียงเข้ม คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าแน่วแน่เช่นกัน
พวกเขาหันไปมองเยี่ยจ้านที่อยู่ด้านบนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ
เยี่ยชิงจือเอ่ยอย่างจนปัญญา “หากพวกเจ้าปรารถนาความตาย ไยต้องลากคนทั้งเมืองไปด้วยเล่า”
หลูโจวเอ่ยว่า “แม้ตัวตายก็มีคุณค่า ก่อนเปิดศึก ข้าถามพวกเขาแล้วว่าพวกเขายินดีตายเพื่ออุดมการณ์หรือไม่ ต่อให้ตัวตาย พวกข้าก็นับว่าสร้างคุณงามความชอบ ย่อมได้รับการปกปักษ์จากมรรคาจารย์”
มรรคาจารย์ มรรคาจารย์ มรรคาจารย์อีกแล้ว!
เยี่ยชิงจือฉงนสนเท่ห์ยิ่งนักว่า มรรคาจารย์กรอกน้ำแกงสะกดวิญญาณอะไรให้คนเหล่านี้กันแน่ แต่ละคนถึงเป็นบ้าขนาดนี้
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก แสงสีทองสายหนึ่งก็ร่วงมาจากฟ้า พวกหลูโจวเบิกตาโต สีหน้าตื่นตะลึงและยินดีปรีดา
“แดนสวรรค์มาแล้ว! แดนสวรรค์มาแล้ว!” ผู้เฒ่าคนหนึ่งตะโกนด้วยความยินดีเจียนคลั่ง
ทุกที่ทั่วเมืองมีเสียงโห่ร้องยินดี ผู้ฝึกยุทธที่บาดเจ็บหนักเหล่านั้นไม่สนใจอาการบาดเจ็บอีกต่อไป พวกเขาตะโกนโห่ร้องตามกันเป็นระลอก
เยี่ยชิงจือที่ได้ยินเงยหน้าขึ้นไปมอง เยี่ยจ้านก็เงยหน้ามองเช่นเดียวกัน คิ้วกระบี่ขมวดแน่น
แสงสีทองทะลุผ่านทะเลเมฆ ปร