ต่อให้เขามีค่าปราณแค่แปดสิบกว่าจุด แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมา กลับน่าสยดสยองยิ่งกว่าพวกขั้นหลอมโลหิตระดับสูงสุดของแท้ซะอีก!
หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ ซูอวี่ก็ผลักประตูห้อง เดินตรงไปยังจุดนัดพบหน้าค่ายอัจฉริยะ
บริเวณลานหน้าประตูค่าย ฝูงชนต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ซูอวี่คือคนสุดท้ายที่ก้าวเท้ามาถึง
“ขอโทษที ปล่อยให้ทุกคนรอนานเลย” ซูอวี่ยิ้มทักทายพลางเอ่ยอย่างรู้สึกผิดนิดๆ
ทว่าผลลัพธ์กลับไปสะกิดต่อมความไม่พอใจของใครบางคนเข้าอย่างจัง
“เหอะ! ทำไม? คิดว่าฟลุคโค่นสือหยวนลงได้ แล้วจะยกระดับตัวเองมาเทียบชั้นกับพวกเราได้งั้นเหรอ? ถึงขั้นกล้าปล่อยให้พวกเราทุกคนต้องมายืนรอหัวโด่แบบนี้… ซูอวี่ แกจะสำคัญตัวผิดไปหน่อยมั้ง!”
รอยยิ้มของซูอวี่พลันแข็งค้าง เขาตวัดสายตาเย็นเยียบมองหาต้นเสียง
ท่ามกลางกลุ่มอัจฉริยะ ชายหนุ่มรูปร่างค่อนข้างเตี้ยคนหนึ่งกำลังแสยะยิ้มเย้ยหยันจ้องมองมาทางเขา
ซูอวี่จ้องอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉย เอ่ยถามเสียงเรียบ “ฉันเคยไปมีเรื่องบาดหมางอะไรกับแกงั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นชาตอกกลับ
“ทำไมวะ? โดนผู้ใหญ่ตักเตือนแค่นี้ถึงกับรับไม่ได้หรือไง? เบิกตาดูซะ! ทุกคนที่ยืนหัวโด่อยู่ที่นี