ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ยินเสียงคำรามดังกึกก้องมาจากที่ไกล ๆ มันมาจากทิศทางของหลุมยักษ์ขนาดมหึมานั่น
ทะเลทมิฬกำลังตื่นจากการหลับใหล
ซันนี่ขบฟันแน่น คว้าเชือกสีทองที่พันอยู่รอบหน้าอกแล้วออกแรงดึงให้หนักกว่าเดิม
‘เอาหน่อย! เร็วเข้า!’
ดวงอาทิตย์กำลังจะแตะเส้นขอบฟ้าในตอนที่พวกเขามาถึงริมขอบเกาะ ซันนี่ทรุดเข่าลง ปล่อยเชือกแล้วหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง คลื่นแห่งความเหนื่อยล้าที่ถาโถมกำลังกลืนกินประสาทสัมผัส ทำให้ยากที่จะประคองสติไม่ให้หลับไป
‘ยัง… ยังยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้…’
เนฟิสนิ่งเงียบ เธอมองเขาด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น เป็นครั้งแรกที่ซันนี่รู้สึกยินดีที่เธอเป็นคนพูดน้อยโดยธรรมชาติ
เขารวบรวมพละกำลังลุกขึ้นยืนแล้วเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง เวลาใกล้จะหมดแล้ว
ซันนี่หันไปหาเนฟ พยายามเค้นคอที่แห้งผากพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
“ฉันจะอธิบายทุกอย่างเมื่อพาแคสซี่มาถึงที่นี่ อย่าไปไหนจนกว่าฉันจะพาเธอมานะ ตกลงไหม? ขอร้องล่ะ”
ดาราแปรเปลี่ยนจ้องมองเขาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะไหวไหล่อย่างไม่ยินดียินร้ายและไม่พูดอะไร
‘ฉันจะถือว่านั่นคือคำตกลง’
เขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ?
ซันนี่สบถพึมพำในใจก่อนจะหันหลังแล้วรีบเร่งจากไป เขาเหลือภารกิจสุดท้ายที่ต้องทำก่อนจะกลับมารับแคสซี่