นมา แต่จ้าวเชียวก็จากไปเสียแล้ว สุดท้ายจีหมิงเยว่จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “แจกันก็ควรจะรู้จักหน้าที่ของแจกัน อย่าวางเกะกะขวางทางผู้อื่น ระวังจะถูกเตะจนแตกละเอียด เช่นนั้นจะไม่คุ้มเสียแล้ว”
ประโยคนี้เปรียบดังฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ล้มลง ทำให้สายตาไทเฮาพร่ามัวและทรุดลงไปทันที อาจเป็นเพราะคำพูดของจีหมิงเยว่ทำให้หลายคนเข้าใจ ไทเฮาที่ล้มลงไปจึงไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยพยุง
ในเวลาเดียวกัน องค์หญิงหมิงเยว่ที่ซ่อนตัวอยู่ในร่าง เมื่อได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้เข้า ความรู้สึกโศกเศร้าก็จางลงไปบ้าง
“พี่หญิง… ท่านเก่งมากเลย” หากนางเป็นผู้ควบคุมร่างนี้ ก็เป็นไปได้มากว่านางคงเลือกที่จะเพิกเฉย แทนที่จะเผชิญหน้าอย่างแข็งกร้าวเช่นนี้
จ้าวฉงเห็นว่าไม่มีผู้ใดจัดการสถานการณ์ จึงชำเลืองมองไทเฮาที่สลบไปแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไทเฮาประชวร พาพระองค์ไปดูแลด้วย”
“พะยะค่ะ” จ้าวอี๋รับคำแล้วสั่งขันทีสองคนให้พาไทเฮาออกไป จากนั้นจีหมิงเยว่ก็จูงมือเสี่ยวอวี่เอ๋อร์พลางกวาดตามองไปทั่ว
“ยังมีผู้ใดมีความเห็นต่อข้าอีกหรือไม่?” ทุกคนที่โดนสายตาของนางจับจองต่างพากันก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตากับนาง ในตอนนั้นเองเจียนจื่อเต้าจึงได้พูดกลบเกลื่อนขึ้นมา
“ท่านขันที องค์หญิงหมิงเยว่ก็มาถึงแล้ว สมควรประกาศพระราชโองการครั้งสุดท้ายของฝ่าบาทได้แล้วกระมัง” เมื่อได้ยินเช่นนั้น องค์หญิงหมิงเยว่จึงหันมองไปทางเจียนจื่อเต้า
ทุกคนก็ได้สติกลับมาจากเหตุการณ์ที่