ชโองการเลยก็สิ้นเรื่อง” ทันใดนั้นไทเฮาพลันเงยหน้าขึ้นมาพลางขมวดคิ้วกล่าว หากเป็นก่อนหน้านี้ตอนที่ฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ ไทเฮาคงไม่กล้าพูดถึงองค์หญิงหมิงเยว่เช่นนี้เป็นแน่ แต่บัดนี้ฮ่องเต้สวรรคตแล้ว องค์หญิงหมิงเยว่จึงสูญเสียผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไป องค์หญิงที่เสียพรหมจรรย์เช่นนางจึงไม่มีสถานะใด ๆ เหลืออยู่อีก จะจัดการอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ คำพูดของไทเฮาตรงใจผู้คนมากมาย ในชั่วขณะนั้นบรรยากาศที่เงียบสงบก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เบา ๆ ดังขึ้น
จ้าวฉงขยับหูเล็กน้อย สายตากวาดมองไปยังเหล่าขุนนางและผู้คนอื่น ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “ตามพระราชโองการ ต้องรอให้เชื้อพระวงศ์มาพร้อมหน้ากันก่อนจึงจะประกาศพระราชโองการได้ กระหม่อมไม่กล้าฝ่าฝืน”
“เจ้านี่มัน…” ขณะที่ไทเฮากำลังจะพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังมาแต่ไกล
“เสด็จย่า เหตุใดต้องทะเลาะกับท่านขันทีด้วยเพคะ หม่อมฉันก็มาถึงแล้ว” เมื่อได้ยินเสียงนั้นทุกคนก็ต่างหันกลับไปมองพร้อมกัน
เห็นเพียงเงาร่างอรชรร่างหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลออกไป เดินมาอย่างสง่างามโดยมีนางกำนัลห้อมล้อม ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นองค์หญิงหมิงเยว่ และที่ทางด้านขวาขององค์หญิงหมิงเยว่ นางยังจูงมือเด็กน้อยคนหนึ่งมาด้วย ซึ่งก็คือธิดาผู่น่ารักที่หลี่เต้าคิดถึงมาตลอดหนึ่งเดือน เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ อาจเป็นเพราะเป็นครั้งแรกที่พบผู้คนมากมายและเจอสถานการณ์ที่เคร่งขรึมเช่นนี้ เสี่ยวอว