ู่อันกง เชิญทั้งสองท่านตามข้าเข้าด้านในเถิด” จ้าวจงมองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบพาทั้งสองคนเข้าไปในตำหนักเฉียน
ในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงห้องแห่งหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปด้านใน พวกเขาก็เห็นจ้าวจงกำลังยืนอยู่ข้างแท่นบรรทม พอเห็นทั้งสองคน จ้าวจงก็พยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ ไม่นานนักความสนใจของหลี่เต้าและหยางหลินก็ถูกดึงดูดไปที่ร่างบนเตียง หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน พวกเขาได้พบกับฮ่องเต้อีกครั้ง แต่ฮ่องเต้ในยามนี้กลับแตกต่างจากฮ่องเต้คนเดิมราวฟ้ากับดิน ยากจะจินตนาการได้ว่าชายร่างผอมแห้งผมขาวโพลนบนเตียงนั้นจะเป็นฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนผู้เคยสง่างามน่าเกรงขามในอดีต แม้จะไม่ต้องใช้พลังลมปราณในการรับรู้ แต่หลี่เต้าก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกใกล้สิ้นลมของฮ่องเต้ กลิ่นอายแห่งความตายกำลังรายล้อมอยู่รอบกายนั้น
จ้าวจงก้มตัวลงก่อนจะกระซิบข้างหูฮ่องเต้เบา ๆ ว่า “ฝ่าบาท ไท่ผิงกงและอู่อันกงมาถึงแล้วพะยะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เปลือกตาที่ปิดอยู่ของฮ่องเต้ก็พลันกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เนื่องด้วยไม่สามารถขยับตัวได้ตั้งแต่คอลงไป ฮ่องเต้จึงได้แต่เงยหน้าเอ่ยเสียงแผ่วว่า “หยางหลิน…”
“พะยะคะ!” หยางหลินรีบมาที่ข้างเตียงมังกรด้วยดวงตาแดงก่ำ เมื่อเห็นหยางหลินแล้ว ฮ่องเต้ก็ฝืนยิ้มพลางเอ่ยว่า “ตาเฒ่าอย่างเจ้าปกติก็ร่าเริงดีมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้จึงร้องไห้กันเล่า”
“ฝ่าบาท…” แม้ว่าหยางหลินจะอายุมากกว่าฮ่องเต้อยู่บ้าง แต่ด