้วยนิสัยแล้วเวลาที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ฮ่องเต้กลับดูเหมือนเป็นผู้อาวุโสมากกว่า อีกทั้งตระกูลหยางก็สนิทสนมกับราชวงศ์มาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นทั้งคู่จึงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฮ่องเต้ถึงเรียกหยางหลินมาในยามวิกฤตเช่นนี้ และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อครั้งที่หยางหลินพูดแทนจวนอันหยวนป๋อ สุดท้ายจึงไม่มีปัญหาใด ๆ เลย
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป เมื่อมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว ผู้คนมักจะชอบสนทนากับผู้ที่คุ้นเคยที่สุดในความทรงจำ ดังนั้นฮ่องเต้จึงจับมือหยางหลินเอาไว้แล้วพูดคุยด้วยมากมาย ตั้งแต่เรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นแค่องค์ชายจนกระทั่งได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็ไอออกมาอย่างรุนแรง ใบหน้าที่เดิมทีเขียวซีดพลันเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ จิตใจก็ดูเหมือนจะกระปรี้กระเปร่าขึ้นมามาก เมื่อจ้าวจงเห็นสภาพเช่นนั้นเขาก็จึงรีบเข้าไปจับชีพจรที่ข้อมือของฮ่องเต้ทันที
“ฝ่าบาท…” หลังจากตรวจชีพจรเสร็จ สีหน้าของจ้าวจงก็พลันซับซ้อนขึ้นมาทันที
“พอเถอะ ข้ารู้แล้ว” หยางหลินที่อยู่ด้านข้างก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างเช่นกัน ทว่าฮ่องเต้ไม่ได้ให้โอกาสหยางหลินพูด พระองค์เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไปก่อนเถอะ ให้ข้าได้พูดคุยกับอู่อันกงสักหน่อย”
“พะยะคะ” หยางหลินเข้าใจดีว่านี่คงเป็นเพราะฮ่องเต้มีเรื่องสำคัญจะพูดกับหลี่เต้า เมื่อนึกถึงความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคน สีหน้าของหยางหล