ินก็เต็มไปด้วยความซับซ้อน หลังจากลุกขึ้นยืนแล้วขณะที่เดินสวนกับหลี่เต้า เขาก็ส่งสายตาให้หลี่เต้า ดูเหมือนจะเข้าใจจึงพยักหน้ารับเบา ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร จากนั้นหยางหลินก็เดินออกไปจากห้องทันที
ในห้องจึงเหลือเพียงแค่ฮ่องเต้ จ้าวจง และหลี่เต้าเท่านั้น หลี่เต้าเดินมาที่หน้าแท่นบรรทมก่อนจะประสานมือคำนับ “ฝ่าบาท”
ฮ่องเต้กล่าวว่า “ในเวลาเช่นนี้ไม่ต้องมากพิธีแล้ว”
“อืม” จากนั้นหลี่เต้าจึงไม่เกรงใจ เขานั่งลงบนเตียงทันที บอกว่าไม่ต้องเกรงใจก็ไม่เกรงใจจริงๆ แต่เมื่อเห็นฮ่องเต้ไม่ได้ว่าอะไร จ้าวจงก็ย่อมไม่ก่อเรื่องให้ยุ่งยาก
ฮ่องเต้เอ่ยปากว่า “อู่อันกง เราจะเชื่อใจเจ้าได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบคำถามว่า “น่าจะได้พะยะคะ”
ฮ่องเต้ “…” คำตอบที่คลุมเครือเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อในทันที แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วดูเหมือนเขาจะไม่มีทางเลือกอื่น ฮ่องเต้พยักหน้า “เราเลือกที่จะเชื่อใจเจ้า”
หลี่เต้ากล่าว “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงไว้วางพระทัย”
“จ้าวจง” ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็ได้ส่งเสียงเรียกขึ้น จ้าวจงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบสิ่งหนึ่งออกมา เมื่อหลี่เต้าเหลือบมองดูก็พบว่ามันเป็นราชโองการ
“นี่คือ…”
“คืออย่างที่เจ้าเห็น นี่คือราชโองการ”
“ฝ่าบาททรงอย่าเสียเวลาเลย” ใกล้จะตายอยู่แล้วแต่ยังมีเวลามาหยอกล้อเขาอีก ฮ่องเต้ผู้นี้ช่างทำตัว