ันที “ขอเชิญท่านลงมือเถิด”
จากนั้นไป๋อวิ๋นเปียนก็ร่ายคาถาด้วยนิ้วมือ แล้วจิ้มไปตามจุดต่าง ๆ บนร่างของฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว แล้วก็จิ้มที่กลางหว่างคิ้วของฮ่องเต้เป็นจุดสุดท้าย แล้วชะตาแผ่นดินที่กดทับอยู่บนศีรษะของฮ่องเต้ก็ค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายไป ภายใต้สายตาของจ้าวจงและไป๋อวิ๋นเปียน
ทันใดนั้น เปลือกตาของฮ่องเต้ก็กระตุก ก่อนพระองค์จะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
“ฝ่าบาท!” เมื่อเห็นฮ่องเต้ลืมตาขึ้น จ้าวจงก็รีบเข้าไปหาในทันที
“นักพรตไป๋ รบกวนเจ้าแล้ว”
หลังจากฮ่องเต้ฟื้นขึ้นมา สีหน้าของเขากลับดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าแม้จะหมดสติไป แต่จิตสำนึกของเขายังคงแจ่มชัดอยู่
ไป๋อวิ๋นเปียนส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมทำได้เพียงแค่ให้พระองค์มีสติชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่อาจช่วยชีวิตพระองค์ได้”
ฮ่องเต้รู้เรื่องนี้มานานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้มันมาเร็วกว่าที่คิดเท่านั้น พระองค์จึงเอยว่า “การที่เราได้มีสติสัมปชัญญะได้แค่ชั่วขณะก็เพียงพอแล้ว”
ในตอนนั้น สีหน้าของฮ่องเต้พลันสั่นไหวเล็กน้อย ไป๋อวิ๋นเปียนสังเกตเห็นภาพนั้นจึงค่อย ๆ กล่าวว่า “ฝ่าบาท ภายใต้แรงกดดันของชะตาแผ่นดินตอนนี้ พระองค์ขยับได้แค่เพียงศีรษะเท่านั้นพะยะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็พลันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา ทันใดนั้นไป๋อวิ๋นเปียนพลันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามว่า “ฝ่าบาท เรื่องที่ชะตาแผ่นดินปะทุขึ้นมาในครั