ทบต่อฝ่าบาทได้”
ทันใดนั้น สีหน้าของหยางหลินก็พลันเปลี่ยนไปราวกับนึกอะไรบางอย่างออก จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ไม่ถูกต้อง ข้าเคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน”
“นึกออกแล้ว!” ทันใดนั้นหยางหลินพลันเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ครั้งหนึ่งตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้น”
“ในตอนนั้นกองทัพอวิ๋นโจวแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งถึงขนาดที่หลังจากปราบชนเผ่าเป่ยหมานแล้ว อดีตฮ่องเต้ยังทรงนำทัพบุกเข้าไปในชนเผ่าเป่ยหมานจนแทบจะกวาดล้างไปทั้งหมด”
“แต่ในตอนที่กองทัพของต้าเฉียนเกือบจะยึดราชสำนักของชนเผ่าเป่ยหมานได้แล้ว จู่ ๆ อดีตฮ่องเต้กลับมีรับสั่งให้หยุด”
“ตอนนั้นข้ายังเยาว์วัยมาก ติดตามบิดาของข้าอยู่”
“ข้าจำได้แต่เพียงว่าบิดาของข้าเคยกล่าวไว้ว่า ตอนที่อดีตฮ่องเต้กำลังจะถล่มชนเผ่าเป่ยหมาน จู่ ๆ โรคเก่าก็เกิดกำเริบขึ้นจึงจำต้องถอนทัพกลับ”
“ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากถอนทัพกลับแล้ว ก็ยังทรงคืนดินแดนส่วนใหญ่ที่ยึดมาได้ให้แก่ราชสำนักชนเผ่าเป่ยหมาน สุดท้ายนำกลับมาเพียงของที่ริบได้จากสงครามเท่านั้น”
“ในตอนนั้นทุกคนต่างสงสัยว่าเหตุใดอดีตฮ่องเต้จึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น แต่พระองค์ก็มิได้ทรงอธิบายแต่อย่างใด”
“รู้เพียงว่าหลังจากเสด็จกลับมาได้สองปี อดีตฮ่องเต้ก็ทรงล้มประชวรด้วยโรคเก่าและสวรรคตไป จากนั้นฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ขึ้นครองราชย์”
หยางหลินเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนสงสั