โลหิตนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ราวกับเป็นเพียงแค่หยกธรรมดาทั่วไป องค์หญิงหมิงเยว่ไม่ได้คิดอะไรมาก นางถือมันเอาไว้ในมือแล้วทำการพินิจพิเคราะห์ ทันใดนั้นหยกโลหิตก็เปล่งแสงวูบวาบ องค์หญิงหมิงเยว่พลันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากหยกโลหิต ทำให้ทั่วร่างของนางรู้สึกสบายยิ่งนัก
“มันคือสิ่งใดกัน?”
ในตอนนั้นเองเสียงของจีหมิงเยว่ก็ได้ดังขึ้นในห้วงความคิดขององค์หญิงหมิงเยว่
องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยด้วยในใจว่า “เจ้าไม่ได้ไปพักผ่อนแล้วหรือ?”
จีหมิงเยว่ตอบว่า “ข้ากำลังพักผ่อนอยู่ แต่ถูกของในมือเจ้าปลุกให้ตื่นขึ้นมา”
องค์หญิงหมิงเยว่ถามขึ้น “เจ้าเป็นผู้มีความรู้มากมาย จำหยกชิ้นนี้ไม่ได้หรือ”
“มันมาจากที่ใด”
“ท่านอานกงที่เจ้าให้ข้าเข้าใกล้ผู้นั้น เขาได้มอบมันให้เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ บอกว่ามีสรรพคุณบำรุงร่างกาย”
“ข้าดูไม่ออกจากระยะนี้ ต้องจับดูด้วยมือตนเอง”
“งั้นก็เชิญเจ้า”
เมื่อพูดจบองค์หญิงหมิงเยว่ก็หลับตาลง ไม่กี่ลมหายใจต่อมาเมื่อองค์หญิงหมิงเยว่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง บุคลิกของนางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เดิมทีนางมีกลิ่นอายเย็นชาราวกับจันทร์กระจางกลางนภา แต่บัดนี้นางกลับเป็นดังบุปผาอันงดงามเย้ายวนชวนมอง เมื่อปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ผู้คนอดรู้สึกชื่นชอบมิได้ ใบหน้าที่เหมือนเดิมทุกประการแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเช่นนี้
เป็นเสน่ห์ที่แผ่ซ่านออกมาโดยธรรมชาติ ทำให้นางกำนัลในห้องต่างเผยสีหน้