ล่าวว่า “เจ้าจะพูดอะไรอีกหรือซุนเซียน”
ผู้ที่ก้าวออกมาไม่ใช่ผู้ใดที่ไหน แต่เป็นซุนเซียนศัตรูคู่รักคู่แค้นของหลี่เต้านั่นเอง
ซุนเซียนประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมยอมรับว่าท่านอู่อันกงมีความชอบที่ช่วยชีวิตองค์ชายทั้งสองไว้ได้ อีกทั้งยังมีความชอบในการปราบปรามกบฏอีก”
“แต่ว่าในขณะที่ท่านอู่อันกงสร้างความชอบนั้น เขาก็ได้ทำความผิดมหันต์ขึ้นด้วย”
หลี่เต้ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก จ้าวคังที่อยู่ด้านข้างก็ทนไม่ไหวเสียก่อน เขาเอ่ยเสียงกร้าวว่า “เจ้าอย่าได้พูดเหลวไหล ข้าและน้องสี่อยู่กับท่านอู่อันกงที่ทังโจวทั้งวันทั้งคืน ไม่เห็นรู้ว่ามีความผิดมหันต์อันใด หากวันนี้เจ้าไม่พูดให้กระจ่าง ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
สายตาของจ้าวหยงก็เย็นชาขึ้นเช่นกัน เขาเอ่ยเสียงเย็น “ข้าก็เช่นกัน”
ซุนเซียนไม่หวั่นเกรงต่อคนทั้งสองคน เขาเอ่ยปากขึ้น “กระหม่อมมีหลักฐาน”
หลักฐาน?
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็ต่างเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา
“หลักฐาน? หลักฐานอะไร?” ฮ่องเต้หรี่ตามองพลางถามซุนเซียน
ซุนเซียนประสานมือคำนับ “ฝ่าบาท กระหม่อมมีพยานบุคคล!”
พยานบุคคล?
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เหล่าขุนนางในท้องพระโรงก็มีสีหน้าประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
ถ้าเป็นเช่นนี้ดูท่าซุนเซียนคงได้เตรียมการมาอย่างดีแล้ว
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วถาม “เจ้าว่าพยานบุคคลอะไร อู่อันกงจัดการกบฏในทังโจว มิใช่ว่าใครก็จะเป็นพยานได้”
ซุนเซียนกล่าวว่า “กระหม่อมมีพยา