็นกองทัพหมาป่าฝูถูดูมีท่าทีสนใจ หยางเหยียนจึงพูดอย่างหงุดหงิดว่า “มองอะไรกัน หันหลังไปให้หมด”
หากแค่พวกหลี่ชิงเอ๋อร์ลงมือระบายอารมณ์บ้างก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าพวกเขาพากันลงมือ คาดว่าองค์ชายทั้งสองที่ช่วยออกมาก็คงเปล่าประโยชน์แล้ว
จนกระทั่งทุบตีองค์ชายทั้งสองจนหน้าบวมเป็นหมูไปแล้ว หลี่ชิงเอ๋อร์ถึงได้หยุดมือและถอนหายใจยาว
จากนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้นมองหยางเหยียนและคนอื่นๆ แล้วถาม “พวกเจ้าเห็นอะไรหรือไม่ ?”
หยางเหยียน เสวี่ยปิง จางเมิ่ง ทั้งสามคนสบตากันแล้วส่ายหน้าพร้อมกัน
หลังจากแค่นเสียงเบาๆ หลี่ชิงเอ๋อร์ก็เก็บกระบี่ยาวกลับไป แล้วขึ้นไปนั่งบนรถม้ากับจิวเอ๋อร์และสตรีคนอื่นๆ
แล้วเริ่มพูดคุยกับหญิงสาวทั้งสามเกี่ยวกับเรื่องราวของหลี่เตาหลังจากที่เขาถูกส่งไปยังค่ายนักโทษประหาร
ถึงแม้จะเคยฟังจากพวกนางหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลี่เตา พวกนางก็ไม่เบื่อที่จะพูดถึงมันเลย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
หลี่ชิงเอ๋อร์นึกอะไรขึ้นมาได้ขณะสนทนา นางจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ไม่มีความเคลื่อนไหวจากทางนั้นมาพักใหญ่แล้วกระมัง ?”
“หากมีความเคลื่อนไหวรุนแรงก็แสดงว่ายังมีการต่อสู้อยู่ที่นั่น และนั่นก็หมายความว่าหลี่เตายังปลอดภัย”
“แต่หากไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ก็แสดงว่าผลแพ้ชนะได้ถูกตัดสินเรียบร้อยแล้วเช่นนั้น…”
ขณะที่หลี่ชิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ กำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น