พวกเจ้าไม่ต้องแย่งกันแล้ว แม้แท่นบูชาจะเล็ก แต่ถ้าเบียดๆ กันหน่อยก็พอจะใส่ได้สองคน ดังนั้นไปด้วยกันเถอะ”
จ้าวคัง : “??”
จ้าวหยง : “…”
เมื่อทั้งสองคนถูกยัดให้อยู่บนแท่นบูชา พวกเขาก็มองหน้ากันด้วยความงุนงงไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายจ้าวคังก็อดไม่ไหว พูดอย่างหงุดหงิดว่า “เจ้าช่างโง่เสียจริง ทำไมต้องตะโกนด้วย ถ้าปล่อยให้ไปทีละคน เจ้าก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกสักพัก”
พอจ้าวหยงได้สติกลับมา เขาก็รีบโต้แย้งทันที “เหตุใดเจ้าต้องตายก่อนด้วย เจ้าเอาอภิสิทธิ์อันใดมาแทนที่ข้า? ไม่มีคุณสมบัติพอ!”
จ้าวคังหัวเราะเยาะ “ไม่รู้ว่าใครกันที่กลัวจนร้องไห้โฮอยู่ในกรงขังนั้น ยังดีที่มีข้าผู้เป็นพี่ชายใจกว้าง ไม่เช่นนั้นตอนนี้เจ้าคงทั้งอุจจาระปัสสาวะราดหมดแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของจ้าวหยงก็แสดงความกระอักกระอ่วนออกมา แต่แล้วเขาก็รีบปากแข็งโต้กลับ “นั้นเป็นเพียงการแกล้งขัดขืนเท่านั้น ที่จริงในใจข้าเต็มใจอยู่แล้ว”
จ้าวคังมองด้วยสายตาดูแคลน “น้องชายก็คือน้องชาย เจ้าน้องชายหน้าเหม็น”
จ้าวหยง : “@#&%”
ขณะที่ทั้งสองคนด่ากันไม่หนำใจ และกำลังจะลงไม้ลงมือกันนั้น ในชั่วขณะถัดมาแท่นบูชาก็สว่างขึ้น จากนั้นร่างของทั้งสองก็แข็งทื่อ เหมือนกับคนก่อนหน้านี้ทุกประการ
ในช่วงเวลาคับขัน ทั้งสองคนได้กุมมือกันไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวพร้อมสบตากันชั่วครู่
แตกต่างจากเหล่าขุนนางก่อนหน้านี้ ครั้งนี้ร่างของทั้งสองมีแสงเรืองรองสว่างเด่นชั