็คงแค่มาปราบปรามพวกชาวบ้านที่ก่อความวุ่นวายเท่านั้น”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา หลายคนก็มองดูหลีเต้าและคนอื่นๆ ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย แล้วเสียงหัวเราะของหลิวเผิงก็ค่อยๆ เบาลง
เพราะเขาพบว่าพวกหลีเต้าไม่ได้หัวเราะตาม และอีกฝ่ายยังมองด้วยสายตาที่ดูเหมือนยิ้มแต่ไม่ใช่ยิ้ม
หลังจากนั้น เมื่อเสียงหัวเราะรอบข้างค่อยๆ เงียบลง เสียงของหลีเต้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ยุคสมัยนี้ พูดความจริงไปก็ไม่มีใครเชื่อเสียแล้ว”
เมื่อพูดจบ หลีเต้าก็มองไปยังหลิวเผิงที่ไม่สามารถหัวเราะออกมาได้อีกต่อไป พลางแย้มยิ้มบาง “เดิมทีข้ายังไม่รู้ว่าจะไปตามหาพวกเจ้าได้อย่างไร ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้ว พวกเจ้ากลับมามอบตัวเองให้เสียอย่างนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวเผิงก็ไม่สามารถควบคุมสีหน้าของตนเองได้อีกต่อไป เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ดังนั้น ท่านเป็นคนของราชสำนักจริงๆ ใช่ไหม?”
หลีเต้ากล่าวเสียงเบา “อันที่จริงแล้ว บางคำพูดนั้นพูดแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว”
“เป็นไปได้อย่างไร”
เมื่อเสียงของหลีเต้าค่อยๆ แผ่ขยายออกไป ไม่เพียงแต่หลิวเผิงเท่านั้นที่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก พวกคนของสำนักปราบสวรรค์และผู้ลี้ภัยโดยรอบ ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน
คนของสำนักปราบสวรรค์ที่อยู่ข้างกายหลิวเผิงมีสีหน้าระแวดระวังและแฝงไปด้วยเจตนาฆ่า ส่วนผู้ลี้ภัยนั้นพวกเขากลับงุนงงและตื่นตระหนก เพราะในหมู่พวกเขามีบางคนที่พูดถ้อยคำหมิ่นเกียรติ
หลีเต้าไม่ได้สนใจปฏิ