นเวลานาน ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ ถึงได้รู้สึกว่าเห็นเงาที่คุ้นเคยบนร่างของหลี่เตา ราวกับว่านางเคยพบเจอเขามาก่อน แต่ในความทรงจำของนางกลับไม่มีใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่เลย
ในขณะที่องค์หญิงหมิงเยวกำลังครุ่นคิด นางไม่ได้สังเกตเห็นว่าเจ้าหยกน้อยในอ้อมแขนของนางกำลังจ้องมองตามเสียงของหลี่เตาด้วยดวงตากลมโตสีดำ ในแววตานั้นมีความสงสัยเล็กๆ อยู่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง องค์หญิงหมิงเยวก็คิดไม่ออกเสียที นางจึงนึกว่าคิดผิดไปเอง จากนั้นก็หันไปยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า
“ซานเหนียง คนที่เจ้าเล็งไว้คราวนี้ไม่เลวเลยนะ”
เมื่อโดนองค์หญิงหมิงเยวหยอกล้อมาเช่นนั้น เถียซานเหนียงก็ตอบกลับอย่างใจกว้างว่า
“ข้าเคยมองคนผิดเมื่อไรกัน”
ทันใดนั้นก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ องค์หญิงหมิงเยวจึงยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของเถียซานเหนียงเบาๆ แล้วกระซิบว่า
“ถ้าเป็นเขา บางทีอาจมีโอกาสก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียซานเหนียงก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อนก่อนจะกล่าวว่า
“ค่อยเป็นค่อยไปเถิด”
ในขณะที่องค์หญิงหมิงเยวและเถียซานเหนียงกำลังสนทนากัน เมื่อเห็นว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูได้เข้ามาแล้ว ซุนเชียนจึงลุกขึ้นกล่าวว่า
“ฝ่าบาท เนื่องจากทุกคนมากันพร้อมแล้ว จึงน่าจะเริ่มได้แล้วพะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮองเต้ก็หันไปมองหลี่เตาและซุนเชียน
“พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าพร้อมแล้ว?”
ซุนเชียนพยักหน้า
“กระหม่อมพร้อมเริ่มได้ทุกเมื่อพะยะค