ังคงต้องคำนึงถึงมารยาทและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอยู่บ้าง หากเป็นที่อื่นหลีเต้าคงไม่สนใจเหตุผลใดๆ เลย”
หรืออีกนัยหนึ่งคือกำปั้นของเขานั่นแหละที่เป็นเหตุผล เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลีเต้าก็อดรำพึงไม่ได้ว่าตนเองยังอ่อนแอเกินไป
เมื่อได้ยินคำพูดของหลีเต้า หยางหลินก็ถึงกับอึ้งไป อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้ “เจ้าหนูหลี พลังของเจ้าตอนนี้…”
หลีเต้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ท่านอาหยาง อีกสามวันท่านก็จะรู้เอง”
เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจของหลีเต้า ในใจหยางหลินก็รู้สึกตกตะลึง หรือว่าเขาก้าวข้ามขั้นนั้นไปแล้ว?
สามปีก่อนพลังของหลีเต้าก็เทียบเท่ากับระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดแล้ว แม้ว่าสามปีจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าหนูหลี การก้าวเข้าสู่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นเขาก็เข้าใจแล้วว่าความมั่นใจของหลีเต้ามาจากที่ใด พลังของระดับมหาราชาปรมาจารย์แม้แต่ในเมืองหลวงเองก็ถือเป็นผู้ที่อยู่ในระดับสูงสุด แต่ทว่าหากเขาสามารถคาดเดาได้แล้ว คนจากจวนอัครเสนาบดีจะคาดเดาไม่ได้หรือ
ต้องรู้ไว้ว่าตอนที่หลีเต้าเริ่มแสดงความสามารถในราชสำนักครั้งแรก อีกฝ่ายส่งคนมาสืบสวนไม่น้อยเลย แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็คือระดับมหาราชาปรมาจารย์ หากมีปัญหาเกิดขึ้น ฮ่องเต้ก็คงจะหาวิธีทำให้หลีเต้าไม่มีปัญหาเอง อันที่จริงแล้วไม่ต้องพูดถึงว่าหลีเต้ามีวิชาของระดับมหาราชาปรมาจาร