้องเล็กๆ ดังขึ้น ก็ทำท่าจะล้มไปข้างหลัง ในชั่วขณะถัดมามือใหญ่ข้างหนึ่งก็ได้ประคองเงาร่างเล็กนั้นเอาไว้ และในเวลาเดียวกันนั้น นางกำนัลหลายคนก็วิ่งออกมาจากลานเรือน
“องค์หญิงน้อย ท่านวิ่งออกไปนอกลานเรือนไม่ได้นะเพคะ ข้างนอกล้วนอันตราย รีบกลับมาเร็วเพคะ เดี๋ยวองค์หญิงจะทรงกริ้วเอา” เมื่อนางกำนัลหลายคนวิ่งตามออกมาและเห็นสถานการณ์ตรงหน้าชัดเจน ม่านตาของพวกนางก็หดเล็กลง เมื่อได้สติกลับมาพวกนางก็รีบคํานับทันทีพลางกล่าวว่า “ถวายบังคมฝ่าบาท”
“พอเถอะ ลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้กล่าวพลางโอบอุ้มเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง
ในตอนนี้เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมกอดของฮ่องเต้นั้น กำลังมองดูคุณปู่แปลกหน้า ศีรษะน้อยๆ เอียงไปด้วยความสงสัย แต่นางกลับสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความคุ้นเคยจากร่างของอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ
“ท่านเป็นใครหรือ” เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์พูดพลางจ้องมองเคราที่คางของฮ่องเต้ ก่อนจะยื่นมือไปคว้าเอาไว้หนึ่งปอย
เมื่อเห็นภาพนี้นางกำนัลหลายคนก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจจนพูดอะไรไม่ออก พวกนางอยากจะเอ่ยปากพูด แต่ด้วยความกดดันจากบารมีของฮ่องเต้จึงทำให้ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ แต่เมื่อฮ่องเต้โดนเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ดึงเครา กลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขาโน้มตัวเข้าไปใกล้เพื่อให้นางทำได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นเขาก็เอ่ยด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดูว่า “เจ้าลองทายซิว่าข้าเป็นใคร?”
ในยามนี้ฮ