ก็ยิ้มอย่างหยอกเย้าทันที เอ่ยเสียงแผ่วว่า “อันที่จริงแม้ท่านจะเป็นสตรี ข้าก็สามารถแต่งให้ท่านได้ ขอเพียงแค่ฝ่าบาทและตระกูลเถี่ยยินยอมเท่านั้น”
“…” องค์หญิงหมิงเยว่
หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้พูดคุยกันมากมายหลังจากที่ไม่ได้พบกันมานาน ในระหว่างนั้นส่วนใหญ่เป็นเถี่ยซานเหนียงที่เล่าถึงประสบการณ์ของตนเอง สุดท้ายเถี่ยซานเหนียงก็เผลอพูดถึงชายผู้หนึ่งโดยไม่รู้ตัว
องค์หญิงหมิงเยว่กำลังฟังอย่างตั้งใจ แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่าเถี่ยซานเหนียงหยุดพูดไป
“ซานเหนียง เจ้าเล่าต่อสิ เจ้าพบกับชายผู้นั้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”
เถี่ยซานเหนียงกล่าวว่า “หมิงเยว่ ถ้าข้าเอ่ยชื่อของเขาออกมา เจ้าต้องไม่โกรธนะ”
องค์หญิงหมิงเยว่เบิกตามองก่อนจะได้สติกลับมา “ทำไมข้าจะต้องโกรธด้วยเล่า”
“เพราะคนผู้นั้นมีชื่อว่าหลี่เต้า”
“หลี่เต้า!”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ร่างบอบบางขององค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นไปได้ว่าคนส่วนใหญ่ลืมชื่อนี้ไปหมดแล้ว แม้กระทั่งในใจขององค์หญิงหมิงเยว่ ชื่อนี้ก็จมหายลงก้นบึ้งไปนานแล้ว
แต่เมื่อมีคนพูดถึงอีกครั้ง องค์หญิงหมิงเยว่ก็นึกถึงภาพบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกอับอายและโกรธแค้นอย่างที่สุดได้ในทันที บางเรื่องอาจเป็นสิ่งไม่มีวันลืมไปได้ตลอดชีวิต
ไม่นานนักนางก็บังคับตัวเองให้ขับไล่ภาพเหล่านั้นออกจากความคิดไป ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “ซานเหนียง เจ้าพูดต่อเถิด ในโลกนี้มีคนชื่อเดียวกันมากมายน