ยินดังนั้น หยางหลินก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “ทูลฝ่าบาท อู่อันปอฝากให้กระหม่อมนำฎีกาฉบับนี้มาถวาย”
“อู่อันปอ?” ฮ่องเต้พึมพำก่อนจะเอ่ยว่า “หากข้าจำไม่ผิด ปัจจุบันอู่อันปอดำรงตำแหน่งผู้ว่าการชายแดนทางใต้ หรือว่าที่นั่นเกิดปัญหาอะไรขึ้น?”
เมื่อฮ่องเต้ตรัสเช่นนี้ ก็ทำให้กลุ่มขุนนางฝ่ายปกครองซึ่งนำโดยซุนเชียนและคนอื่นๆ จากจวนอัครเสนาบดี ต่างพากันยิ้มออกมา
เนื่องจากอู่อันปอสนิทสนมกับหยางหลิน พวกเขาจึงเกลียดชังอู่อันปอไปด้วย ถึงขั้นจงใจส่งเขาไปยังดินแดนทางใต้อันห่างไกล
หากเขตชายแดนทางใต้เกิดปัญหา พวกเขาก็จะสามารถหยิบยกเรื่องนี้มาขยายความได้ พอคิดถึงตรงนี้พวกซุนเชียนจึงกระแอมเบาๆ เตรียมพร้อมที่จะทำให้หยางหลินและอู่อันปอคนนั้นรู้สึกไม่สบายใจ
“ส่งฎีกาขึ้นมา” จ้าวจงเดินลงจากบันไดมังกร แล้วรับฎีกาจากมือของหยางหลิน ก่อนจะนำไปส่งให้ฮ่องเต้
หลังจากอ่านจบ เขาก็พับฎีกาและถามอย่างสงสัย “อู่อันปอเพียงแค่ต้องการขุนนางกลุ่มหนึ่งไปช่วยปกครองเขตชายแดนทางใต้? ไม่มีปัญหาอื่นใดอีกหรือ?”
อันที่จริง ฮ่องเต้ได้เตรียมใจไว้แล้วว่า หลี่เต้าจะส่งฎีกาขึ้นมา
เพราะภายใต้การจัดการของเขา หลี่เต้าพาคนจำนวนเพียงสามพันคนไปยังเขตชายแดนทางใต้เท่านั้น เมื่อเผชิญหน้ากับพื้นที่อย่างเขตชายแดนใต้ การส่งคนสามพันคนเข้าไปก็เหมือนโยนหินถามทาง
แม้แต่ดินแดนที่ไมใหญ่นักอย่างอวิ่นโจว ยังมีกองทัพหลายแสนคนประจำการ ยิ่งเขตใต้ที่