ยตาทั้งหมดก็จับจ้องไปที่เหมียวหรงและคนอื่นๆ แต่ละคนล้วนแสดงสีหน้าไม่เป็นมิตร หากเป็นเพียงกลุ่มอิทธิพลเดียวอาจไม่กล้าทำอะไรกับตระกูลเหมียว แต่หากพวกเขารวมตัวกัน แม้แต่กลุ่มอิทธิพลเล็กๆ ก็กล้าขึ้นมา โดยเฉพาะฝั่งตระกูลอู่ สามารถพูดได้เลยว่าพวกเขาเผยท่าทีเป็นศัตรูออกมาบนใบหน้าอย่างชัดเจน
“พอเถอะ” ทันใดนั้นเฉินหยางที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานก็เอ่ยขึ้น “ไม่ว่าอย่างไรตระกูลเหมียวก็เป็นแขกที่ข้าเชิญมาด้วยตนเอง พวกเจ้าอย่าได้ทำผิดธรรมเนียม”
“แต่ว่า” จู่ๆ เฉินหยางก็เหลือบมองไปที่เหมียวหรง “ผู้อาวุโสเหมียวหรง ตามความคิดของข้า พวกเราที่เกิดในเทือกเขาหมื่นลี้ควรจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน ร่วมกันต่อต้านศัตรูภายนอกไม่ใช่หรือ?”
ความหมายของคำพูดนี้ชัดเจนมาก นั่นคือต้องการให้ตระกูลเหมียวเลือกข้าง ขณะที่เหมียวหรงกำลังจะลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่าง จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลังเขาและตบไหล่เบาๆ “ท่านผู้อาวุโส…”
เหมียวหรงเอ่ยเรียกออกมาโดยทันที หลี่เต้าส่ายหน้าแล้วยิ้มบางพลางกล่าว “เรื่องต่อจากนี้ให้ข้าจัดการเถอะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เหมียวหรงก็ตกใจไปชั่วขณะ แต่พอเห็นสีหน้าเรียบเฉยของหลี่เต้า เขาก็พยักหน้าแล้วนั่งลงอีกครั้ง ในขณะนั้นผู้คนรอบข้างต่างพากันงุนงง พวกเขายังคงรอให้เหมียวหรงอธิบายเรื่องราว ไม่คาดคิดว่าเหมียวหรงจะถูกเด็กหนุ่มไร้ประสบการณ์คนหนึ่งกดให้นั่งลงเสียอย่างนั้น
“เจ้าหนุ่ม พวกเราต้องการค