เหล่านี้ก็ยังคงโจมตีเขาโดยไม่สนใจสิ่งใด
“อย่าบังคับให้ข้าลงมือ!” หลังจากหลบการโจมตีจากกู่ได้อีกครั้ง เหมียวจ้านก็เริ่มโกรธขึ้นมา แต่คนเหล่านี้ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
“ผู้อาวุโส!” ด้วยความจนใจเหมียวจ้านจึงได้แตมองไปที่เหมียวหรงซึ่งอยู่ในศาลบรรพชน คนมากมายขนาดนี้หากเขาลงมือจริงๆ คนเหล่านี้คงรับไม่ไหว
เหมียวหรงสีหน้าไม่สู้ดีหันไปมองเหมียวอี้ “น้องสาม นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
สีหน้าเหมียวอี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เพียงแต่พูดช้าๆ ว่า “พี่ใหญ่ ก็อย่างที่ท่านเห็น คนในหมู่บ้านสายฟ้าของพวกเราอาจจะไม่ยินดีต้อนรับพวกท่าน”
เหมียวหรงขมวดคิ้วแน่น “เจ้าพูดอะไรของเจ้า!”
ทันใดนั้นเหมียวอี้ก็เงยหน้าขึ้นพูดว่า “พี่ใหญ่ ท่านยังจำเหมียวไหวกับเหมียวเซียวได้หรือไม่”
หลังจากได้ยินสองชื่อนี้สีหน้าของเหมียวหรงก็เปลี่ยนไปวูบหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองเหมียวอี้อย่างดุดัน “จู่ๆ เจ้าก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาหมายความว่าอย่างไร!”
“ดูเหมือนพี่ใหญ่จะยังจำได้”
“เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่!”
“พี่ใหญ่ พวกเขาตายแล้ว ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน”
“พวกมันสมควรตาย!”
“สมควรตาย?” เหมียวอี้ลดเสียงลงกัดฟันพูดว่า “แต่พวกเขาเป็นลูกชายและหลานชายของข้านะ ทำไมถึงไม่สามารถให้โอกาสพวกเขามีชีวิตอยู่ต่อได้ แม้แต่การที่พวกท่านจะเตะพวกเขาออกจากหมู่บ้านเหมียว ให้พวกเขาเอาตัวรอดเองก็ยังทำได้ แต่ทำไมพวกท่านถึงต้องฆ่าพวกเขาด้วยตัวเอง!”
เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วย