ไปครู่ใหญ่ก็พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน “พี่ใหญ่ พี่รอง ในเมื่อต้องการแยกตระกูลก็ควรแยกให้เด็ดขาดเถิด ข้าเองก็อยากเห็นว่าตระกูลเหมียวภายใต้การนำของข้า สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เหมียวหรงก็ส่ายหน้า ด้วยเห็นจากเหมียวโฮ่วก่อนหน้านี้แล้วเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับปฏิกิริยาของเหมียวอี้ แม้กระทั่งคาดการณ์ไว้บ้างแล้วด้วยซ้ำ ส่วนเหมียวโฮ่วสีหน้าเขาแข็งค้างไปชั่วขณะเพราะโดยปกติแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหมียวอี้ค่อนข้างสนิทสนม แต่ตอนนี้เขาก็พูดอะไรไม่ออกเพราะเป็นเขาเองที่เสนอให้แยกตระกูล หากเหมียวอี้ต้องการแยกออกไปต่างหากเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะพูดอะไรมากไปกว่านี้
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย เหมียวหรงก็สั่งการเหมียวจ้านที่ยืนอยู่ในกลุ่มคน “ไปช่วยข้าร่างสัญญาสามฉบับมา”
“ผู้อาวุโสสูงสุด…” เหมียวจ้านลังเลอยู่บ้าง เพราะหากเป็นเพียงการแยกตระกูลด้วยวาจาก็สามารถเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา แต่หากเขียนลงบนกระดาษและทำสัญญาแล้ว นั่นก็หมายความว่าไม่อาจคืนคำได้อีก
เหมียวหรงโบกมือ “ไปเถิด” เห็นเหมียวหรงมั่นใจเช่นนั้นเหมียวจ้านจึงได้แต่หันหลังไปร่างสัญญากระดาษเงียบๆ นี่เป็นการปรึกษาหารือของผู้อาวุโสทั้งสามในตระกูล เขาเป็นเพียงผู้น้อยยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะพูดแทรกในเรื่องนี้ หลังจากนั้นเหมียวหรงเหลือบมองไปทางหลี่เต้าที่อยู่ด้านข้าง เขาเอ่ยด้วยใบหน้าขออภัยว่า “ท่านผู้ว่าการ ดูเหมือนว่าต้องทำให้ท่