ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็มาถึงคฤหาสน์โบราณแห่งหนึ่งบนเขาไป๋เหลี่ยน ภายในห้องโถงใหญ่ เหมียวหรงและหลี่เต้านั่งเคียงข้างกันบนที่นั่งประธาน ส่วนคนรุ่นถัดมาอย่างเหมียวจ้านและเหมียวหงนั่งอยู่สองข้าง ส่วนเหมียวอวี่และกลุ่มคนหนุ่มสาวได้แต่ยืนอยู่ด้านหลัง
เหมียวหรงรินชาให้หลี่เต้าด้วยตัวเองแล้วค่อยๆ เอ่ยปากว่า “ท่านผู้ว่าการ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอาจจำเป็นต้องบอกท่านล่วงหน้า”
“หืม?” หลี่เต้าถามตรงๆ “เรื่องอะไรหรือ?”
จากนั้นเหมียวหรงก็อธิบายบางอย่างให้ฟัง ที่แท้นับแต่ที่ตระกูลเหมียวสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้เกิดหมู่บ้านเหมียวอื่นๆ ขึ้นมากมายทั้งใหญ่และเล็ก แม้ว่าเหมียวหรงจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเหมียว แต่ในความเป็นจริงแล้วอำนาจของตระกูลเหมียวไม่ได้อยู่ในมือเขาทั้งหมด เขายังมีผู้อาวุโสอีกสองคนที่ครอบครองอำนาจบางส่วนของตระกูลเหมียวเช่นกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ ดูจากภายนอกนั้นตระกูลเหมียวเหมือนจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ความจริงแล้วภายในได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน แม้กระทั่งเทศกาลเทพกู่ทั้งสามส่วนก็แยกกันจัด การที่เขาสัญญากับหลี่เต้าเรื่องการยอมสวามิภักดิ์ก่อนหน้านี้ เขาสามารถเป็นตัวแทนได้เพียงส่วนของพวกเขาเท่านั้น ไม่สามารถเป็นตัวแทนของอีกสองส่วนที่เหลือได้
เหมียวหรงเกรงว่าหลี่เต้าจะเข้าใจผิดจึงรีบกล่าวว่า “แต่ท่านผู้ว่าการวางใจได้ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาเข้าร่วมด้วย”
สาเหตุที่เหมี