ห้ตะโกนด้วย”
“ข้าฆ่าคนตามอำเภอใจแล้วอย่างไร ข่มขืนปล้นสะดมแล้วอย่างไร บาปหนักแล้วอย่างไร”
“พวกเจ้าไพร่ต่ำช้าอยากเห็นข้าเป็นตัวตลก ข้าบอกให้รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก วันนี้ข้าจะบอกให้พวกเจ้าฟัง ข้าได้เสพสุขทุกอย่างที่ควรได้แล้ว พวกเจ้าทั้งชีวิตก็เทียบข้าไม่ได้แม้แต่เส้นขนเดียว”
เมื่อพูดจบ เขาก็เหลือบมองไปที่หลี่เต้าบนเวที แล้วตะโกนอย่างภาคภูมิใจว่า
“เจ้าเด็กหัวเขียวคนนี้ ถึงเจ้าจะฆ่าข้าได้แล้วอย่างไร ข้าก็มีชีวิตอยู่มาพอแล้ว ถ้าดาบนี้ฟันลงมาแล้วข้ากระพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว ข้าจะยอมใช้แซ่เดียวกับเจ้า”
คำพูดไร้ยางอายของซุนเจิ้ง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น
แต่พวกเขาที่โกรธแค้นกลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร สุดท้าย ทุกคนจึงได้แต่มองไปที่ผู้ว่าการหลี่เต้า
“มีชีวิตอยู่มามากพอแล้วงั้นหรือ?”
หลี่เต้ามองดูซุนเจิ้งที่ยโสโอหังแล้วยิ้มน้อย ๆ พูดอย่างเชื่องช้า
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าตัวเองอยากตาย ข้าผู้ว่าการย่อมไม่อาจทำตามความปรารถนาของเจ้า ดังนั้น หลังจากนี้ไม่ใช่แค่จะต้องไม่ตาย แต่เจ้าจะต้องใช้ชีวิตให้ได้อย่างดีด้วย”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึง รวมถึงซุนเจิ้งเอง
ไม่เข้าใจว่าความหมายของคำพูดนี้คืออะไร
“เสวียปิง!”
“ขอรับ!”
หลี่เต้ามองไปที่ซุนเจิ้งอีกครั้ง แล้วพูดเสียงเรียบว่า
“เตรียมการลงโทษแบบหลิงฉือ”
คำว่า ‘การลงโทษแบบหลิงฉือ’ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นย