งก็ปรับเปลี่ยนตามรัชสมัยใหม่”
“การใช้การกบฏครั้งนี้บีบให้พวกขุนนางที่อยู่สุขสบายต้องออกมาลงสนามเอง ก็ถือเป็นบทเรียนให้ประชาชนลิ้มรสความทุกข์ จะได้ซาบซึ้งในพระเมตตาของฝ่าบาท ฝ่าบาท คำพูดนี้ของกระหม่อมอาจจะใหญ่หลวงนัก ผิดต่อฟ้าดินนัก แต่เพื่อประโยชน์ในการควบคุมบ้านเมืองของฝ่าบาทในอนาคต การฉวยโอกาสตอนที่เผ่าเฉียงเหลียงไม่กล้าบุกโจมตีนี่แหละคือโอกาสดีที่สุดของพวกเราพะยะคะ หากแผ่นดินลุกเป็นไฟ คนที่ร้อนรนมิใช่มีแต่ฝ่าบาท”
โอรสสวรรค์ขมวดคิ้วแน่น จ้องมองอันฉางด้วยแววตาเย็นเยียบ อันฉางก้มหน้าลงไม่พูดอะไรอีก โอรสสวรรค์ถามว่า “หากตระกูลขุนนางเหล่านั้นสร้างผลงานมากมายจนไม่มีตำแหน่งจะมอบให้อีก เราควรทำอย่างไร”
อันฉางเงยหน้าขึ้นแล้วตอบว่า “กระหม่อมยินดีตายเพื่อคลายพระทัย กระหม่อมยินดีเป็นดาบของฝ่าบาท”
“หึ เจ้ารู้สึกยินดีจริงหรือ”
“แน่นอนว่าไม่ยินดีนัก เพียงแต่กระหม่อมเรียนรู้เคล็ดวิชาจากนักปราชญ์ฉีมาจนเชี่ยวชาญ สามารถแสร้งว่าตายแล้วเปลี่ยนชื่อแซ่เพื่อกลับมารับใช้ฝ่าบาทอีกครั้ง โดยเริ่มจากขุนนางชั้นผู้น้อยได้พะยะคะ”
“นั่นไม่ใช่การทำให้เจ้าต้องลำบากหรอกหรือ”
“ก็แค่ลำบากช่วงสั้นๆ แต่การได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทตราบชั่วกาลต่างหาก จึงจะเป็นสิ่งที่กระหม่อมกระหายใคร่อยากได้จริงๆ”
เมื่อได้ฟังคำยกยอของอันฉาง โอรสสวรรค์ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดิม บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรอึมครึมหนักอึ้ง ผ่านไปพักหน