ท่านสามารถไปได้ตามสบาย”
“อืม เช่นนั้นพวกเจ้าก็เฝ้าอยู่ที่นี่ต่อเถอะ”
หลี่เต้าเดินไปตามระเบียงทางเดิน ชื่นชมความใหญ่โตของสถานที่
เขาเดินผ่านห้องรับรองหนึ่งที่มีร่วมยามสวมชุดแปลกตายืนอยู่
น่าจะเป็นคนของตระกูลเหมียว หนึ่งในสามตระกูลใหญ่
หลี่เต้ารู้สึกว่ายามทั้งคู่มองเขาด้วยสายตาหลบเลี่ยง
เขาส่ายหน้าและเดินผ่านไป
สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ยามคนนั้นถึงกับขาอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้นทันที
“ท่านผู้ว่าการคนใหม่นี่น่ากลัวเหลือเกิน”
“เมื่อครู่ข้าคิดว่าหนอนกู่ประจำตัวของข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว”
อีกคนก็เหงื่อท่วมตัวพิงกำแพงไว้
“หากเขายู่อยู่ที่นี่นานกว่านี้ ข้าคงทนไม่ไหวแล้ว”
ในเวลาเดียวกัน เหมียวอวี่ที่อยู่ในห้องก็รู้สึกหวาดหวั่นไม่แพ้กัน
เขามองชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าอึดอัด
“ท่านลุง ข้าไม่อยากอยู่ในเมืองเทียนหนานแล้ว”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้ากล่าวเสียงทุ้ม
“เจ้าเป็นคนขอออกมาเอง ถ้าไม่อยู่ให้ครบหนึ่งปี เจ้าก็กลับไปไม่ได้”
เหมียวอวี่บ่นอุบ
“งั้นก็ต้องทนแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ หรือ?”
“แล้วอย่างไร? เจ้าคิดจะเล่นงานท่านผู้ว่าการคนนั้นหรือ?”
เหมียวอวี่ส่ายหน้าพัลวัน
“กู่ในร่างข้าถูกกดดันจนแทบขยับไม่ได้แล้ว”
“หากต้องปะทะกันจริง ๆ ข้าคงเดินเข้าไปหาความตายเปล่า ๆ”
ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะ
“แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้ากล้า”
“ท่านเป็นถึงนักพิษระดับแปด พลังเทียบเท่าปรมาจารย์”
เหมียวอวี่พยายามประจบ
“หากเป็นผู้ฝึกตนธรรมดาข้ามีค