เฒ่าในราชสำนักพวกนี้ได้”
“มิเช่นนั้นเกรงว่า แม้เราอาจยอมรับเขาได้ แต่ราชสำนักนี้คงจะรับเขาไม่ได้”
ทันใดนั้น หยางหลินก็เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“ฝ่าบาท…”
“หืม?”
“พระดำรัสของพระองค์ ข้าฟังดูแล้ว รู้สึกว่าไม่เหมาะสม”
“แล้วการที่เจ้ามาขวางทางเราอยู่ตรงนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ?”
“นี่…”
ฮ่องเต้โบกมือพลางกล่าว
“วางใจเถิด แค่เจ้ากล้าวิ่งมาขวางทางเราตรงนี้ ก็พิสูจน์แล้วว่าเจ้าเหมาะสมที่จะฟังคำพูดเหล่านี้”
หยางหลิน “…”
เขาไม่อาจแยกแยะได้ชั่วขณะว่าเป็นกรชมหรือคำประชดกันแน่
“เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าวางใจได้แล้วใช่หรือไม่”
“วางใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ วางใจแล้ว”
หยางหลินเข้าใจแล้วว่าการกระทำครั้งนี้ของฮ่องเต้มีความหมายลึกซึ้ง จึงรู้สึกสบายใจขึ้น
“ถ้าวางใจแล้วก็รีบไปเถอะ เจ้ายืนอยู่ไม่เหนื่อย แต่เราเหนื่อยแล้ว”
“ฝ่าบาท งั้นข้าขอทูลลาแล้ว”
“อีกอย่าง คำที่เราพูดไปก่อนหน้านี้อย่าไปพูดส่งเดช เจ้าเตือนเขาได้ แต่ห้ามบอกเขาทั้งหมด”
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นหยางหลินก็กลับไปด้วยความรู้สึกโล่งอก
เมื่อมองเงาร่างของหยางหลินที่เดินจากไป จ้าวจงที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยปากขึ้นทันที
“ฝ่าบาท ข้ามีคำถามหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะถามพระองค์ได้หรือไม่”
“พูดมา”
“ฝ่าบาทตรัสว่าให้อู่อันป๋อไปเขตใต้เพื่อฝึกฝนเขา แล้วถ้าหากอู่อันป๋อจัดการเขตใต้ได้ดีจริง ๆ ล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ฮ่องเต้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พูดตามตรง เขาไม่เคยคิดถึงปัญหา