ื่น ๆ ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
“ถ้าเช่นนั้น หัวหน้าโปรดระวังตัวด้วย”
จางเมิ่งมองไปรอบ ๆ แล้วโบกมือเรียกทหารต้าเฉียนที่เหลือให้ถอยออกไปพร้อมกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองคนได้ต่อสู้
ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็ออกไปจากบริเวณรอบทั้งสองคนหมดสิ้น
ในรัศมีหลายร้อยจั้งเหลือเพียงหลี่เต้าและถูหลู่เท่านั้น
สายตาของถูหลู่กลับมาตกอยู่บนตัวหลี่เต้าอีกครั้ง ดวงตาขุ่นมัวของเขาแสดงแววจริงจังอย่างหาได้ยาก ก่อนจะเอ่ยปากถามช้า ๆ ว่า
“ไม่ทราบว่า ท่านผู้มีวาสนานามว่าอะไร”
หลี่เต้าถอดเกราะที่สวมอยู่บนร่างออก โยนมันลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเงยหน้าขึ้นตอบว่า “หลี่เต้า”
“หลี่เต้า?”
ถูหลู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “นามนี้อาตมาไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านผู้มีวาสนาคงเป็นบุคคลผู้โดดเด่นที่ซ่อนตัวอยู่ในต้าเฉียนกระมัง”
“บุคคลผู้โดดเด่นนั้นข้าไม่อาจนับตัวเองเป็นได้ อย่างมากก็แค่ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์เท่านั้น” หลี่เต้ายิ้มบาง
สีหน้าของถูหลู่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านผู้มีวาสนาถ่อมตนเกินไปแล้ว”
หลี่เต้าส่ายหน้า “นี่มิใช่การถ่อมตน แต่เป็นการรู้จักตัวเองต่างหาก”
เพราะหากจะแบ่งตามระบบพลังของโลกนี้ เขาผู้ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ย่อมเป็นคนไร้ค่าในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรโดยไม่มีข้อยกเว้น
และที่บอกว่าไม่ถึงกับไร้ประโยชน์ ก็เพราะตอนนี้เขาพอจะมีกำลังที่แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาอยู่บ้าง
“รู้จักตัวเองงั้นหรือ?”
ถูหลู่มองไปที่หลี่เต้าแล