่งนัก”
“ได้” หยางหลินหยิบพู่กันขึ้นมาเซ็นชื่อของตน แล้วประทับตราแม่ทัพลงไป จากนั้นก็โยนเอกสารคืนให้เฉินโหยว “ไสหัวไปให้หมด ข้าจะแบกรับเรื่องนี้เอง ต่อจากนี้ใครกล้ามารบกวนข้า ระวังข้าจะสั่งสอนเสียให้เข็ด”
เฉินโหยวพยักหน้า บรรลุจุดประสงค์แล้วจึงหมุนตัวจากไปทันที
หยางหลินยังคงอยู่ที่เดิม ยิ่งคิดยิ่งโมโห โดยเฉพาะถ้าเมื่อนโยบายนี้ถูกประกาศออกไป พอนึกถึงว่าตนต้องถูกด่า ก็ยิ่งทำให้โทสะพลุ่งพล่าน
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ เขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งเคลื่อนผ่านประตูไป นั่นคือ… หยางเหยียน!
…
เวลาผ่านไป เพียงพริบตา หนึ่งเดือนกว่าก็ผ่านพ้นไป
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่านี้ฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไปแล้ว รอต้อนรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ
และฤดูใบไม้ผลินี้ก็เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม สำหรับการส่งกองทัพใหม่ของด่านฟู่เฟิงออกรบ
ณ จวนแม่ทัพ
หยางหลิน หลี่เต้า และเสิ่นจง ทั้งสามคนสวมชุดเกราะของตน
“เฉินโหยว!”
“ขอรับ”
หยางหลินออกคำสั่ง “แจ้งไปว่าให้กองกำลังทั้งในและนอกด่านฟู่เฟิงรวมพลโดยด่วนที่นอกประตูเมืองทิศเหนือ”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
หลังจากพูดจบ เฉินโหยวก็รีบวิ่งออกจากจวนแม่ทัพไป จากนั้น หยางหลินก็มองไปที่หลี่เต้าและเสิ่นจงก่อนเอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสองเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าและเสิ่นจงสบตากันแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้า
“หากพร้อมแล้วก็ไปรวมพลที่กำแพงเมืองกันเถอะ”
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป บนประตูทิศเหนือของกำแพง